ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ราคาทองคำแท่งดิ่งนรกแล้วพุ่งขึ้นมาจากนรกอีกครั้ง!

    FB_IMG_1770043944741.jpg FB_IMG_1770043947578.jpg
    สรุปสภาวะตลาด XAU/USD (Gold Spot) ประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 (ข้อมูลถึงเวลาปัจจุบัน) ตลาดทองคำโลกวันนี้เผชิญกับ "แรงเทขายอย่างหนัก" และมีความผันผวนสูงมากต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ
    วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญ
    การปรับฐานครั้งใหญ่ (Major Correction): หลังจากราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือระดับ $5,600 เมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้ตลาดเข้าสู่ช่วงการปรับฐานอย่างรุนแรง โดยราคาหลุดแนวรับสำคัญหลายระดับ
    ปัจจัยทางการเมืองสหรัฐฯ: มีรายงานว่าการประกาศเสนอชื่อ Kevin Warsh ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่โดยรัฐบาลทรัมป์ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยใหม่ กดดันราคาทองคำและหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น
    ความผันผวนในประเทศ: ราคาทองคำแท่งในไทยวันนี้ปรับลดลงรุนแรงกว่า 3,050 บาท โดยมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาจากสมาคมค้าทองคำมากถึง 63 ครั้ง ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
    แนวโน้มและระดับสำคัญ
    แนวรับสำคัญ: อยู่ที่บริเวณ $4,600 และ $4,500 หากหลุดระดับนี้อาจเห็นการปรับฐานลงต่อเนื่องไปยังโซน $4,400
    แนวต้านสำคัญ: อยู่ที่ $4,800 และ $4,900 ซึ่งเป็นจุดที่ต้องลุ้นให้ราคากลับขึ้นไปยืนเพื่อลดแรงกดดันฝั่งขาย
    ข้อสังเกต: แม้ราคาจะร่วงลงแรงในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางส่วน (เช่น JPMorgan) ยังคงเป้าหมายระยะยาวในปี 2569 ไว้ที่ระดับสูงถึง $6,300 โดยมองว่าปัจจัยพื้นฐานเรื่องการสะสมทองคำของธนาคารกลางยังคงอยู่ครับ

    https://www.facebook.com/share/184e9RK5qj/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1770553480223.jpg
    กระทรวงต่างประเทศเขมร ยื่นหนังสือประท้วงประเทศไทย เนื้อหาในหนังสือ
    .
    ราชอาณาจักรกัมพูชา ชาติ ศาสนา กษัตริย์
    กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ
    เลขที่: BP 17/2026 A.C.
    ข่าวประชาสัมพันธ์

    กัมพูชาประท้วงต่อต้านการกระทำของกองกำลังติดอาวุธไทยที่เข้ายึดครองดินแดนกัมพูชา

    กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาขอแสดงการประท้วงอย่างเป็นทางการอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายของกองทัพไทยในดินแดนกัมพูชาที่ไทยยึดครอง ในการประท้วงครั้งล่าสุด กัมพูชาได้คัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการปิดกั้นถนนด้วยการติดตั้งแผงกั้นตู้คอนเทนเนอร์และการก่อสร้างถนนเข้าถึงบางพื้นที่ในจังหวัดอุดรเมียนจีย์ [อุดรมีชัย] และจังหวัดโปติสัด [โพธิสัต]

    เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพไทยได้วางตู้คอนเทนเนอร์บนด่านตรวจสองแห่งใน #จังหวัดอุดรเมียนจีย์ ได้แก่ #หมู่บ้านรวตจำแปย และ #หมู่บ้านโอรคะลาคะมุม #อำเภอโอรสมัจ สองวันต่อมา คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพไทยได้เริ่มก่อสร้างถนนจากด่านตรวจตู้คอนเทนเนอร์ใน #หมู่บ้านโอรคะลาคะมุม ส่วนใน #จังหวัดโปติสัต กองทัพไทยได้วางตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มเติมใน #ตำบลทมอดา #อำเภอเวียลเวง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เช่นกัน

    สถานที่เหล่านี้ทั้งหมดอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 การก่อสร้างสิ่งกีดขวางและถนนในดินแดนกัมพูชาที่ถูกกองกำลังไทยยึดครองระหว่างการรุกคืบตั้งแต่วันที่ 7 ถึง 27 ธันวาคม ค.ศ. 2025 นั้นขัดแย้งอย่างชัดเจนกับมาตรการลดความตึงเครียดที่ตกลงกันไว้ในข้อ 1 ของปฏิญญาร่วมของการประชุมพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 2025 การกระทำเหล่านี้ยิ่งขัดขวางการกลับคืนสู่บ้านและทรัพย์สินของผู้อพยพชาวกัมพูชาอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี และเป็นการพยายามจงใจที่จะกำหนดสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงใหม่และสร้างสถานการณ์ใหม่ในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การยึดครองอย่างผิดกฎหมายของไทย ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาพรมแดนทั้งหมดด้วยวิธีการสันติและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งยึดมั่นในปฏิญญาร่วมของการประชุมพิเศษครั้งที่สามของคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2025 และข้อตกลงทวิภาคีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    วันอาทิตย์ที่ 6 ของเดือน 3 ปีวอก พ.ศ. 2569 พนมเปญ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

    กรรมาธิการการต่างประเทศและความร่วมมือ
    ที่อยู่: เลขที่ 3 ถนนสมเด็จฮุนแซน
    โตนเล บาสซัค สังกาต, ชัมการ์ มอน คาน
    พนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา
    หมายเลขโทรศัพท์: (855) 23 216 122
    โทรสาร: (855) 23 216 141, 023 213 341
    อีเมล: mlaic@mfaic.gov.kh
    .
    ព្រះរាជាណាចក្រកម្ពុជា
    ជាតិ សាសនា ព្រះមហាក្សត្រ
    ក្រសួងការបរទេសនិងសហប្រតិបត្តិការអន្តរជាតិ
    លេខ៖ បព ១៧/២០២៦ កបទ.សអ
    សេចក្តីប្រកាសព័ត៌មាន

    កម្ពុជាតវ៉ាជំទាស់នឹងសកម្មភាពរបស់កងកម្លាំងប្រដាប់អាវុធថៃ ក្នុងការកាន់កាប់ទឹកដីកម្ពុជា

    ក្រសួងការបរទេស និងសហប្រតិបត្តិការអន្តរជាតិ សូមសម្តែងនូវការតវ៉ាយ៉ាងខ្លាំងជាផ្លូវការរបស់កម្ពុជា ប្រឆាំងនឹងសកម្មភាពខុសច្បាប់ ដែលធ្វើឡើងដោយកងកម្លាំងប្រដាប់អាវុធថៃ នៅក្នុងទឹកដីកម្ពុជាដែល ថៃបានកាន់កាប់។ នៅក្នុងការតវ៉ាថ្មីៗនេះ កម្ពុជាបានជំទាស់យ៉ាងដាច់អហង្ការចំពោះការរាំងផ្លូវ តាមរយៈ ការដាក់របាំងកុងតឺន័រ និងការសាងសង់ផ្លូវចូលទៅតំបន់មួយចំនួនក្នុងខេត្តឧត្តរមានជ័យ និងពោធិ៍សាត់ ។

    នៅថ្ងៃទី៥ ខែកុម្ភៈ ឆ្នាំ២០២៦ កងកម្លាំងប្រដាប់អាវុធថៃ បានដាក់កុងតឺន័របិទផ្លូវនៅទីតាំងពីរ កន្លែងក្នុងខេត្តឧត្តរមានជ័យ គឺភូមិរួតចំប៉ី និងភូមិអូរខ្លាឃ្មុំ ក្នុងស្រុកអូរស្មាច់។ ពីរថ្ងៃក្រោយមក គឺនៅថ្ងៃទី ៧ ខែកុម្ភៈ ឆ្នាំ២០២៦ កងកម្លាំងប្រដាប់អាវុធថៃបានចាប់ផ្តើមសាងសង់ផ្លូវមួយខ្សែ ដែលលាតសន្ធឹងចេញ ពីកន្លែងបិទផ្លូវដោយកុងតឺន័រនៅក្នុងភូមិអូរខ្លាឃ្មុំ។ នៅខេត្តពោធិ៍សាត់ កងកម្លាំងប្រដាប់អាវុធថៃបានដាក់ កុងតឺន័របន្ថែម នៅក្នុងឃុំថ្មដា ស្រុកវាលវែង នៅថ្ងៃទី៧ ខែ កុម្ភៈ ឆ្នាំ២០២៦។

    ទីតាំងទាំងនេះស្ថិតនៅក្នុងទឹកដីប្រទេសកម្ពុជាទាំងស្រុង ដូចដែលបានកំណត់ក្នុងអនុសញ្ញា បារាំង-សៀមឆ្នាំ១៩០៤ និងសន្ធិសញ្ញាឆ្នាំ១៩០៧។ ការសាងសង់របាំង និងផ្លូវនៅក្នុងទឹកដីកម្ពុជា ដែល កាន់កាប់ដោយកងកម្លាំងថៃក្នុងអំឡុងពេលនៃការវាយលុករបស់ពួកគេពីថ្ងៃទី៧ ដល់ថ្ងៃទី២៧ ខែធ្នូ ឆ្នាំ ២០២៥ គឺផ្ទុយស្រឡះទៅនឹងវិធានការកាត់បន្ថយភាពតានតឹង ដែលបានព្រមព្រៀងគ្នាក្នុងចំណុចទី១ នៃ សេចក្តីប្រកាសរួម នៃកិច្ចប្រជុំពិសេសលើកទី៣របស់គណៈកម្មាធិការព្រំដែនទូទៅ (GBC) ដែលបានធ្វើ ឡើងនៅថ្ងៃទី២៧ ខែធ្នូ ឆ្នាំ២០២៥។ សកម្មភាពទាំងនេះបានរារាំងបន្ថែមទៀតដល់ការវិលត្រឡប់ដោយ សុវត្ថិភាព និង ថ្លៃថ្នូររបស់ពលរដ្ឋភៀសសឹកកម្ពុជាទៅកាន់ផ្ទះសម្បែង និងទ្រព្យសម្បត្តិរបស់ពួកគេ ហើយ វាជាការប៉ុនប៉ងដោយចេតនា ក្នុងការកំណត់ឡើងវិញនូវបរិយាកាសសន្តិសុខ និងបង្កើតស្ថានភាពថ្មីនៅលើ ទីតាំងជាក់ស្តែង នៅក្នុងតំបន់ដែលស្ថិតក្រោមការកាន់កាប់ដោយខុសច្បាប់របស់ប្រទេសថៃ ដែលជាការ រំលោភលើគោលការណ៏ជាមូលដ្ឋាននៃធម្មនុញ្ញអង្គការសហប្រជាជាតិ និងធម្មនុញ្ញអាស៊ាន។

    ទោះបីជាយ៉ាងណាក៏ដោយ កម្ពុជានៅតែប្តេជ្ញាចិត្តយ៉ាងមុតមាំក្នុងការដោះស្រាយបញ្ហាព្រំដែន ទាំងអស់តាមរយៈមធ្យោបាយសន្តិភាព និងស្របតាមច្បាប់អន្តរជាតិ ទន្ទឹមនឹងនេះ ប្រកាន់ខ្ជាប់យ៉ាងម៉ឺងម៉ាត់ នូវសេចក្តីប្រកាសរួម នៃកិច្ចប្រជុំពិសេសលើកទី៣ របស់គណៈកម្មាធិការព្រំដែនទូទៅ (GBC) ចុះថ្ងៃទី ២៧ ខែធ្នូ ឆ្នាំ២០២៥ និងកិច្ចព្រមព្រៀងទ្វេភាគីពាក់ព័ន្ធផ្សេងៗទៀត។

    ថ្ងៃអាទិត្យ ៦រោច ខែមាឃ ឆ្នាំម្សាញ់ សប្តស័ក ព.ស. ២៥៦៩ រាជធានីភ្នំពេញ ថ្ងៃទី ថ្ងៃទី៨ ខែកុម្ភៈ ឆ្នាំ២០២៦

    ស្នងការបរទេសនិងសហបតិបតិ
    អាសយដ្ឋានៈ លេខ ៣ វិធី សម្តេច ហ៊ុន សែន
    សង្កាត់ទន្លេបាសាក់ ខ័ណ្ឌចំការមន
    រាជធានីភ្នំពេញ ព្រះរាជាណាចក្រកម្ពុជា
    ទូរស័ព្ទ: (855) 23 216 122
    ទូរសារ: (855) 23 216 141, 023 213 341
    អ៊ីម៉ែល: mlaic@mfaic.gov.kh
    https://www.facebook.com/share/1HSXZAp2Hx/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    การที่กัมพูชาปรับเส้นไหล่ทวีปใหม่ตามที่ปรากฏในภาพ (เส้นสีฟ้า) เป็นการเดินหมากทางกฎหมายที่พยายามลบภาพ "ความไม่สมเหตุสมผล" ของเส้นเดิมในปี 1972 แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างโจทย์ที่ท้าทายให้ฝ่ายไทยอย่างมาก
    FB_IMG_1770564055696.jpg
    สำหรับข้อกังวลที่คนไทยควรทราบเกี่ยวกับเส้นอ้างสิทธิของไทย โดยเฉพาะ "เส้นตรงจากหลักเขตที่ 73 ไปยังจุดที่ 2" มีประเด็นทางวิชาการและกฎหมายที่น่ากังวลดังนี้ครับ:

    1. ปัญหาของ "เส้นตรง" ที่ยาวเกินไป (Straight Baselines)
    ตามหลัก UNCLOS 1982 การลากเส้นพื้นฐาน (Baselines) หรือเส้นเขตแดนควรจะล้อไปตามความโค้งเว้าของชายฝั่ง (Normal Baseline)
    * ข้อกังวล: เส้นที่ไทยลากจากหลักเขตที่ 73 (ตราด) พุ่งตรงไปยังจุดกลางอ่าวไทยเป็นเส้นตรงที่ยาวมาก หากสู้กันในศาล ITLOS ฝ่ายกัมพูชาอาจแย้งว่าเส้นนี้ไม่ได้พิจารณา "ภูมิศาสตร์ที่แท้จริง" ของชายฝั่ง แต่เป็นการลากเพื่อครอบครองพื้นที่ทางทะเลให้มากที่สุด ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในยุคหลังมักจะใช้หลัก "Proportionality" (สัดส่วนความยาวชายฝั่งกับพื้นที่ทะเล) มาเป็นเกณฑ์ตัดสิน

    2. อิทธิพลของเกาะกูด (The Effect of Ko Kut)
    * ไทยยืนยันสิทธิเหนือเกาะกูด 100% ตามสนธิสัญญาปี 1907 ซึ่งไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ในทางกฎหมายทะเล เกาะกูดอาจไม่ได้สิทธิพื้นที่ทางทะเล (Maritime Entitlement) เท่ากับแผ่นดินใหญ่เสมอไป
    * ความเสี่ยง: หากขึ้นศาลโลก ศาลอาจให้เกาะกูดมี "ผลเพียงบางส่วน" (Partial Effect) ในการกำหนดเส้นเขตแดน แทนที่จะให้ Full Effect ซึ่งจะทำให้เส้นเขตไหล่ทวีปถูกบีบเข้ามาทางทิศตะวันตกมากขึ้น และพื้นที่แหล่งปิโตรเลียมส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของกัมพูชาทันที

    3. หมากของกัมพูชา: การยอมรับ "ความเป็นธรรม" เพื่อชนะ "พื้นที่"
    การที่กัมพูชาขยับเส้นใหม่ (เส้นสีฟ้าในภาพ) คือการพยายามแสดงให้เห็นว่าเขา "ยอมรับหลักการทางกฎหมายมากขึ้น" โดยไม่ลากตัดผ่านเกาะกูดแบบเส้นปี 1972
    * กลยุทธ์: การทำแบบนี้ทำให้กัมพูชาดูมีความชอบธรรม (Good Faith) ในสายตาศาลระหว่างประเทศมากขึ้น หากไทยยังยืนกรานใช้เส้นเดิมที่ลากเป็นเส้นตรงยาวๆ โดยไม่เจรจา ศาลอาจมองว่าไทยเป็นฝ่ายที่ไม่ประนีประนอมต่อหลักการ Equitable Solution (การแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม)

    ตารางเปรียบเทียบ: ทางเลือกและความเสี่ยง
    | ทางเลือก | ข้อดี | ข้อเสีย/ความเสี่ยง |
    |---|---|---|

    | เจรจาตาม MOU 2544 | รับประกันผลประโยชน์ 50:50 ทันที, นำพลังงานมาใช้ได้เร็ว | ถูกโจมตีเรื่องการเมือง/ดีลลับ, เสียสิทธิในพื้นที่บางส่วน |

    | ฟ้องศาล ITLOS | มีโอกาสได้พื้นที่ 100% หากชนะ | ความเสี่ยงสูง (All-or-Nothing), หากแพ้จะเสียแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด |

    | นิ่งเฉย (Status Quo) | รักษาความรู้สึกชาตินิยม, ไม่ถูกตราหน้า | สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ, ความเสี่ยงสะสมหากกัมพูชาชิงพื้นที่ทางกฎหมายก่อน |

    สรุปเพื่อสื่อสารกับคนไทย
    เราต้องยอมรับความจริงในโลกของกฎหมายระหว่างประเทศว่า "ความถูกต้องของเรา ไม่ได้แปลว่าโลกจะเห็นด้วย 100%" การลากเส้นตรงจากหลัก 73 ของไทยนั้น แม้เราจะเชื่อว่าทำตามกรอบกฎหมาย แต่ในเชิงเทคนิคมีจุดเปราะบางที่นักกฎหมายทะเลทั่วโลกมองว่าเป็น "จุดอ่อน"

    การเจรจาภายใต้ MOU 2544 จึงไม่ใช่การขายชาติ แต่คือการ "บริหารความเสี่ยง (Risk Management)" เพื่อไม่ให้ทรัพยากรที่ควรจะเป็นของคนไทยครึ่งหนึ่ง ต้องกลายเป็นของคนอื่นทั้งหมดเพียงเพราะความมั่นใจที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยงทางคดีครับ

    พิกัดจุดเปราะบางที่ควรเฝ้าระวัง (Turning Points):
    * หลักเขตที่ 73: 11.6511, 102.9100 (จุดเริ่มต้นที่เป็นประเด็น)
    * จุดที่ 2 (ตามประกาศไทย): 11.0000, 101.3333 (จุดปลายของเส้นตรงยาวที่อาจถูกโต้แย้ง)

    ในภาพเส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาลากพาดเกาะกูดเมื่อปี ๒๕๑๕ โดยลากกินเข้ามาในอ่าวไทย คือลากพาดเกาะกูดมายังจุด P ขัดต่อหลัก UNCLOS1982 ส่วนเส้นสีเขียวคือประกาศไหลทวีปของไทยเมื่อ ปี ๒๕๑๖ เพื่อแช่แข็งไม่ให้กัมพูชาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน แต่เมื่อต้นปี ๖๙ กับพูชาประกาศรับ UNCLOS1982 กับพูชาน่าจะมีกลยุทธ์ใช้กฏหมายมากขึ้น เส้นสีฟ้าโดยเคารพในอธิปไตยเหนือเกาะกูด และใช้หลักการ Equi Distant ระหว่างฝั่งไทยกับกัมพูชาเส้นสีฟ้า แม้ว่าทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาจะใช้กฏหมายตัวเดียวกัน ก็ยังทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน กลยุทธของกัมพูชา คือ ๑) บีบให้ไทยเจรจาตาม MOU2544 เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน ๒) ขึ้นศาล ITLOS เพื่อเล่นเกมส์เสี่ยง คือให้ศาลตัดสินวินิจฉัยว่า เส้นไหล่ทวีปของใครถูกต้องโดยไม่มีพื้นที่เหลื่อมทับกัน นั่นหมายความว่า ถ้าได้ก็ได้หมด ถ้าเสียก็เสียหมดทั้งสองฝ่าย

    https://www.facebook.com/share/p/1Yypa6XCTp/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไมจึงมีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเรื่องไหล่ทวีป?
    FB_IMG_1770564300310.jpg
    การที่สองประเทศภาคีสมาชิกใช้กฎกติกาเดียวกันอย่าง UNCLOS 1982 (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) แต่ยังเกิด "พื้นที่ทับซ้อน" (Overlapping Claims Area - OCA) เป็นเรื่องปกติในทางรัฐศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศครับ โดยมีสาเหตุหลักจากความซับซ้อนของภูมิศาสตร์และการตีความตัวบทกฎหมายที่ต่างกัน ดังนี้ครับ

    1. การลากเส้นฐาน (Baselines) ที่ต่างกัน
    กฎหมาย UNCLOS อนุญาตให้รัฐชายฝั่งกำหนด "เส้นฐาน" เพื่อใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต (12 ไมล์ทะเล) และเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (200 ไมล์ทะเล) แต่ในทางปฏิบัติ:
    * เส้นฐานปกติ vs เส้นฐานตรง: หากชายฝั่งมีความเว้าแหว่งมากหรือมีเกาะแก่ง รัฐมักเลือกใช้ "เส้นฐานตรง" (Straight Baselines) ซึ่งถ้าลากต่างกันเพียงเล็กน้อย พื้นที่ปลายทางที่วัดออกไป 200 ไมล์ทะเลจะเหลื่อมล้ำกันมหาศาล
    * จุดอ้างอิงทางภูมิศาสตร์: แต่ละประเทศอาจเลือกเกาะหรือโขดหินที่ต่างกันเป็นจุดอ้างอิงในการลากเส้น

    2. สถานะของเกาะและโขดหิน (Article 121)
    นี่คือประเด็นคลาสสิกที่ทำให้เกิดข้อพิพาท:
    * เกาะ (Island): สามารถมีทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้
    * โขดหิน (Rock): หากไม่สามารถเอื้อต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์หรือวงจรเศรษฐกิจของตนเองได้ จะมีได้เพียง "ทะเลอาณาเขต" แต่ ไม่มีสิทธิ ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ
    * ความขัดแย้ง: ประเทศ A อาจมองว่าเกาะเล็กๆ ของตนเป็น "เกาะ" เต็มรูปแบบ ในขณะที่ประเทศ B โต้แย้งว่าเป็นเพียง "โขดหิน" เพื่อลดพื้นที่ทับซ้อนของฝ่ายตรงข้าม

    3. หลักการแบ่งเขต (Delimitation Principles)
    UNCLOS 1982 ไม่ได้กำหนด "สูตรสำเร็จ" เพียงสูตรเดียว แต่ให้แนวทางไว้กว้างๆ ซึ่งแต่ละประเทศจะเลือกใช้หลักการที่ให้ประโยชน์แก่ตนมากที่สุด:
    * หลักเส้นมัธยฐาน (Equidistance Line): การลากเส้นแบ่งครึ่งที่ทุกจุดห่างจากชายฝั่งทั้งสองฝ่ายเท่ากัน (มักถูกใช้โดยประเทศที่มีชายฝั่งสั้นหรือเสียเปรียบ)
    * หลักความยุติธรรม (Equitable Principles): พิจารณาจากสัดส่วนความยาวชายฝั่ง หรือลักษณะพิเศษทางธรณีวิทยา (มักถูกใช้โดยประเทศที่มีชายฝั่งยาวกว่า)

    4. สิทธิทางประวัติศาสตร์และแผนที่เก่า
    ก่อนจะมี UNCLOS 1982 หลายประเทศมีการทำสนธิสัญญาหรือใช้แผนที่ในยุคอาณานิคมมาก่อน เมื่อกฎหมายใหม่เกิดขึ้น หลายชาติพยายามรักษาสิทธิเดิมตามประวัติศาสตร์ (Historic Rights) ไว้ แม้บางส่วนจะขัดกับหลักการระยะห่างในปัจจุบันก็ตาม
    สรุปภาพรวม

    แม้กฎหมายจะเป็นฉบับเดียวกัน แต่มันคือ "กรอบกติกา" ไม่ใช่ "ไม้บรรทัดตายตัว" ครับ เปรียบเหมือนนักฟุตบอลสองทีมที่เล่นภายใต้กฎ FIFA เดียวกัน แต่ต่างฝ่ายต่างพยายามตีความเหตุการณ์ในสนามเพื่อให้ทีมตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด

    สาเหตุที่คนไทย (รวมถึงคนในหลายประเทศ) มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการประกาศเขตไหล่ทวีปของตนเองคือ "ข้อยุติ" ที่อีกฝ่ายต้องยอมรับนั้น เกิดจากปัจจัยด้านจิตวิทยา ความมั่นคง และการขาดความเข้าใจในกลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนี้ครับ:

    1. ความเข้าใจผิดเรื่อง "อธิปไตย" vs "สิทธิอธิปไตย"
    คนส่วนใหญ่มักนำความรู้สึกแบบ เขตแดนทางบก มาใช้กับทะเล:
    * บนบก: เส้นเขตแดนคือเส้นตายตัวที่แบ่งความเป็นเจ้าของชัดเจน
    * ในทะเล: เขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีปคือ "สิทธิอธิปไตย" (Sovereign Rights) เพื่อแสวงหาทรัพยากร ไม่ใช่ "อธิปไตยเหนือดินแดน" (Sovereignty) ทั้งหมดเหมือนบนบก
    * เมื่อรัฐประกาศเส้นออกมาตามกฎหมายภายในของตน (เช่น พระราชกฤษฎีกา) คนในชาติจึงมักมองว่าเป็น "เขตแดนของฉัน" โดยลืมไปว่าประเทศเพื่อนบ้านก็มีสิทธิประกาศตามกฎหมายของเขาเช่นกัน

    2. การมอง UNCLOS เป็น "กฎหมายฝ่ายเดียว" (Unilateralism)
    หลายคนเข้าใจว่าถ้าเราลากเส้นตามหลักการใน UNCLOS 1982 อย่างถูกต้องแล้ว เส้นนั้นต้องเป็นสากล แต่ในความเป็นจริง:
    * UNCLOS ให้สิทธิในการ "ประกาศ" (Claim): แต่ไม่ได้ให้สิทธิในการ "ตัดสิน" ว่าเส้นของใครถูก
    * เมื่อเส้นที่ต่างฝ่ายต่างลากตามกติกาเดียวกันมาตัดกัน กฎหมายระหว่างประเทศถือว่า "ไม่มีเส้นของใครมีอำนาจเหนือกว่า" จนกว่าจะมีการเจรจาตกลงกัน (Delimitation) หรือให้ศาลระหว่างประเทศตัดสิน

    3. อิทธิพลของแผนที่และการศึกษา
    การศึกษาและสื่อในประเทศมักแสดงแผนที่ที่มีเพียงเส้นประกาศของฝ่ายไทยฝ่ายเดียว (Single line) ทำให้เกิดภาพจำว่าทะเลส่วนนั้นเป็นของเราโดยสมบูรณ์ เมื่อเห็นแผนที่ของประเทศเพื่อนบ้านที่มีเส้นล้ำเข้ามา จึงเกิดความรู้สึกว่า "ถูกรุกราน" ทั้งที่ในทางกฎหมายทะเล พื้นที่นั้นคือพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่มีข้อยุติ

    4. ความคลาดเคลื่อนเรื่อง "การประท้วงคัดค้าน" (Protest)
    ในกฎหมายระหว่างประเทศ หากประเทศ A ประกาศเส้น แล้วประเทศ B นิ่งเฉย จะถือว่าประเทศ B ยอมรับ (Acquiescence)
    * ดังนั้น เมื่อไทยประกาศเส้น เพื่อนบ้าน "ต้อง" ประกาศเส้นทับหรือประท้วงเพื่อรักษาสิทธิของเขา
    * ในทางกลับกัน เมื่อเพื่อนบ้านประกาศ ไทยก็ต้องประท้วงและยืนยันเส้นของเราเช่นกัน
    * ข้อเท็จจริง: การที่เขาไม่ยอมรับเส้นของเรา ไม่ได้แปลว่าเขาละเมิดกฎหมาย แต่เขาทำตามหน้าที่ของรัฐในการปกป้องสิทธิตามกฎหมายทะเลครับ

    ตารางเปรียบเทียบความเข้าใจ vs ความจริงทางกฎหมาย
    | ความเข้าใจทั่วไป | ความจริงตามกฎหมายทะเล (UNCLOS) |
    |---|---|

    | เราลากเส้นถูกต้องตามกฎหมาย เขาต้องยอมรับ | เขาก็ลากเส้นตามกฎหมายเขาได้เช่นกัน และมีศักดิ์ศรีเท่ากัน |

    | เส้นที่ไทยประกาศคือเส้นเขตแดนถาวร | เป็นเพียงเส้นอ้างอิงสิทธิ (Claim line) จนกว่าจะมีสนธิสัญญาร่วมกัน |

    | ใครประกาศก่อนได้เปรียบ | การประกาศก่อน/หลัง ไม่มีผลต่อสิทธิตามกฎหมายในพื้นที่ทับซ้อน |

    บทสรุปสำหรับนักวิชาการ
    ในกรณีของ MOU 2544 (ไทย-กัมพูชา) หรือพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ การที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับเส้นของกันและกันคือ "จุดเริ่มต้น" ของการเจรจาครับ ไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบกฎหมาย แต่มันคือการยืนยันสิทธิเพื่อนำไปสู่การแบ่งผลประโยชน์ (Joint Development) หรือการปักปันเขตแดนในอนาคต

    https://www.facebook.com/share/p/1Cw7UkSUcJ/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผ่าอาณาจักร 'โอร์เสม็ด'! ไม่ใช่แค่สแกมเมอร์ระดับโลก ยังเป็นฐานโดรนพิฆาตถล่มไทย!

    https://www.facebook.com/share/v/1Ad46sWXGr/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • g.mp4
      ขนาดไฟล์:
      8.2 MB
      เปิดดู:
      104
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หากพิจารณาจากพิกัดและบริบทของแผนที่ทางทะเลที่จุดเขียว (สัญลักษณ์แท่นขุดเจาะ/แหล่งพลังงาน) คือจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษอย่างแน่นอนครับ เพราะนี่คือพื้นที่ "ไข่แดง" ของแหล่งพลังงานที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ทับซ้อน (OCA)
    FB_IMG_1770564870199.jpg
    เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับพิกัดทางภูมิศาสตร์และหลักการ UNCLOS 1982 จุดนี้มีความสำคัญดังนี้ครับ:

    1. ตำแหน่งพิกัดทางยุทธศาสตร์
    * พิกัดโดยประมาณ: จุดเขียวในแผนที่ตั้งอยู่บริเวณพิกัดใกล้เคียงกับ 10.5000, 101.5000 ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งเชิงทรัพยากร
    * นัยสำคัญ: จุดนี้อยู่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ ซึ่งตาม MOU 2544 กำหนดให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) แต่หากกัมพูชาใช้ช่องทางศาลสากลและชนะในประเด็น "น้ำหนักของเกาะ" เส้นแบ่งอาจถูกขยับมาทับหรือล้อมรอบจุดเขียวนี้ให้กลายเป็นสิทธิของกัมพูชาฝ่ายเดียวได้

    2. ทำไมต้องจับตา "จุดเขียว" นี้เป็นพิเศษ?
    * มูลค่ามหาศาล: จุดเขียวนี้เป็นสัญลักษณ์แทนโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่กักเก็บก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทจำนวนมาก ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตของไทย
    * ความเปราะบางเชิงพิกัด: หากเราลากเส้นมัธยะ (Median Line) ตามหลัก UNCLOS โดยลดน้ำหนักเกาะกูดลง พิกัดจุดเขียวนี้จะกลายเป็น "พื้นที่ก้ำกึ่ง" ทันที ซึ่งกัมพูชาเตรียมใช้ข้อมูลนี้ในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิเหนือน่านน้ำ
    * การเมืองเรื่องผลประโยชน์: จุดพิกัดนี้คือสิ่งที่กลุ่ม Hamiltonian (กลุ่มทุน/พาณิชย์) ต้องการเข้าถึงมากที่สุด แต่ก็เป็นจุดที่กลุ่ม Jacksonian (ชาตินิยม) กังวลว่าจะมีการ "ดีลลับ" เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์โดยไม่โปร่งใส

    3. สรุปพิกัดสำคัญ
    เพื่อความแม่นยำในการติดตามความเคลื่อนไหวทางแผนที่ พิกัดรอบจุดเขียวนั้นคือโซนอันตรายที่ไทยต้องปกป้องในเชิงนิติศาสตร์:
    * ศูนย์กลางจุดเขียว (แหล่งพลังงาน): 10.5000, 101.5000
    * จุดเปรียบเทียบเกาะกูด (เหนือขึ้นไป): 11.6667, 102.5833

    สรุป: ใช่ครับ จุดเขียว คือ "หัวใจของเกมนี้" กัมพูชาให้สัตยาบัน UNCLOS 1982 ก็เพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมในการเคลมพิกัดจุดเขียวนี้ให้มาอยู่ในฝั่งของตนเอง โดยใช้การ "ประนีประนอม" เรื่องเกาะกูดมาเป็นเครื่องบังหน้า

    ถ้าจะให้อธิบายให้คนไทยทั่วไปเข้าใจง่ายๆ ว่าเรากำลังจะเผชิญกับอะไรจากการที่กัมพูชาใช้กลยุทธ์ UNCLOS 1982 นี้ ผมขอสรุปเป็นภาพเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดที่สุดดังนี้ครับ:

    1. กับดัก "ได้ที่ดินตาบอด แต่เสียขุมทรัพย์"
    รัฐบาลไทยกำลังถูกบีบให้เลือกระหว่าง:
    * สิ่งที่คนไทยมองเห็น: คือ เกาะกูด (ซึ่งเปรียบเหมือน "หน้าบ้าน") กัมพูชาจะแกล้งยอมถอยออกไปเพื่อให้คนไทยดีใจว่าเราชนะแล้ว เราได้หน้าบ้านคืนมา 100%
    * สิ่งที่คนไทยมองไม่เห็น: คือ ขุมทรัพย์ใต้ทะเล (ซึ่งเปรียบเหมือน "เงินในบัญชี") ที่อยู่ห่างออกไปกลางทะเลตรงพิกัด 10.5000, 101.5000 กัมพูชาจะใช้กฎหมายสากลมาขีดเส้นใหม่เพื่อฮุบส่วนนี้ไป โดยที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเพราะมันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจากชายฝั่ง

    2. สงครามที่ใช้ "ไม้บรรทัด" แทน "ปืน"
    ในอดีตเราอาจจะเถียงกันว่าใครมีปืนเยอะกว่า หรือใครอยู่มานานกว่า แต่กัมพูชากำลังบอกโลกด้วย UNCLOS ว่า "ลืมอดีตไปให้หมด แล้วมาวัดความยาวชายฝั่งกัน"
    * กัมพูชาจะอ้างว่าฝั่งเขาเป็น "ผู้ถูกกระทำ" ทางภูมิศาสตร์ (ชายฝั่งเว้าแหว่ง) และไทยเป็น "ยักษ์ใหญ่" ที่ลากเส้นล้อมเขาไว้
    * เมื่อเรื่องไปถึงศาลสากล ศาลมักจะช่วย "คนตัวเล็ก" โดยการขยับเส้นพิกัดทรัพยากรให้กัมพูชามากขึ้น เพื่อความยุติธรรมตามสูตรคณิตศาสตร์ของ UNCLOS

    3. ทำไมคนไทยถึงเข้าใจยาก?
    เพราะนโยบายต่างประเทศของไทยติดอยู่ในวังวนของ 2 สำนักคิดที่เคยว่าไว้:
    * กลุ่มชาตินิยม (Jacksonian): สนใจแต่ว่า "ใครล้ำเส้นเกาะกูดเข้ามาข้าจะสู้" แต่ลืมมองไปว่าเส้นอ้างสิทธิ์ใต้น้ำมันสำคัญกว่าดินบนเกาะ
    * กลุ่มนักการเมือง/ทุน (Hamiltonian): อยากได้พลังงานจนใจสั่น แต่ไม่สามารถอธิบายพิกัดและความโปร่งใสให้ประชาชนเชื่อใจได้

    สรุปพิกัดที่คนไทยต้อง "ตื่น"
    ถ้าเรายังมัวแต่เถียงกันเรื่องตัวเกาะกูดที่พิกัด 11.6667, 102.5833 เราจะเสียสิทธิในขุมพลังงานที่จุดเหล่านี้ไปอย่างถาวรภายใต้กติกา UNCLOS ใหม่ที่กัมพูชาวางหมากไว้:
    * จุดจ่ายไฟหลักของไทยในอนาคต: 10.5000, 101.5000
    * จุดยุทธศาสตร์ที่กัมพูชาจะขอแบ่ง: 10.0000, 101.8000

    พูดง่ายๆ คือ กัมพูชากำลังขอแลก "สิทธิในพิกัดที่ไม่มีค่า (รอบเกาะกูด)" กับ "สิทธิในพิกัดที่เป็นทองคำ (กลางอ่าวไทย)" โดยใช้ UNCLOS เป็นเครื่องมือฟอกขาวให้ดูเป็นธรรมครับ

    https://www.facebook.com/share/p/1CNwCdqoUp/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ถอดคำพูดจาก หลู่ อี้เหิง (โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน) จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่พำนักในแคนาดา

    ฟางเหลี่ยน กล่าว :

    Part 1

    หากจะสรุปชีวิตของเติ้งเสี่ยวผิงด้วยคำสำคัญสักคำ คำนั้นย่อมหนีไม่พ้น “การปฏิรูปและเปิดประเทศ” เติ้งเสี่ยวผิงถูกมองว่าเป็นผู้ริเริ่มการปฏิรูปเปิดประเทศ และหลายคนก็มักพูดว่า หากไม่มีเติ้งเสี่ยวผิง ก็จะไม่มีการปฏิรูปเปิดประเทศ แล้วความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เติ้งเสี่ยวผิงถูกโค่นล้มไปแล้วในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แล้วเขากลับมาชิงอำนาจได้อย่างรวดเร็วหลังการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตงได้อย่างไร สวัสดีทุกคน ผมคือ “โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน” ตอนนี้เราจะมาคุยกันถึงเติ้งเสี่ยวผิง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับการปฏิรูปเปิดประเทศ และเส้นทางการชิงอำนาจของเขา

    เหตุผลที่ต้องนำเรื่องเส้นทางการยึดอำนาจของเติ้งเสี่ยวผิงมาพูดควบคู่กับการปฏิรูปเปิดประเทศ ก็เพราะเส้นทางการยึดอำนาจของเขาเอง สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเติ้งเสี่ยวผิงกับการปฏิรูปได้อย่างชัดเจน หากมองภาพใหญ่ การเปลี่ยนผ่านผู้นำจีนคือจากเหมาเจ๋อตง สู่เติ้งเสี่ยวผิง ต่อด้วยเจียงเจ๋อหมิน หูจิ่นเทา และสีจิ้นผิง รวมเป็นผู้นำห้ารุ่น แต่หากโฟกัสเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านจากเหมาเจ๋อตงสู่เติ้งเสี่ยวผิง จะพบว่ามีความซับซ้อนอย่างยิ่ง

    ระหว่างนั้นมีทั้งหัวกั๋วเฟิงและกลุ่มสี่คน เมื่อพูดถึงการยึดอำนาจของเติ้งเสี่ยวผิง หลายคนอาจรู้สึกงง ๆ ว่าในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม เขาถูกเหมาเจ๋อตงโค่นในฐานะพวกทุนนิยม แล้วหลังจากนั้นไม่นาน กลับสามารถโค่นกลุ่มสี่คนและหัวกั๋วเฟิง ก่อนจะเดินหน้าปฏิรูปเปิดประเทศได้ เติ้งเสี่ยวผิงทำสิ่งนี้ได้อย่างไร เราต้องย้อนเวลาไปถึงปีที่หลินเปียวเสียชีวิตในปี 1971

    ก่อนปี 1971 เติ้งเสี่ยวผิงถูกโค่นล้มไปแล้วจากปฏิวัติวัฒนธรรม และถูกส่งลงไปอยู่ชนบทในมณฑลเจียงซี ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ ตามบันทึกความทรงจำของเติ้งเสี่ยวผิงในภายหลัง ระบุว่าในเวลานั้น เขาไม่มีสิทธิแม้แต่จะอ่านเอกสารลับภายในของส่วนกลาง การรับรู้ข่าวสารระหว่างประเทศก็ไม่ต่างจากประชาชนทั่วไป ต้องฟังจากวิทยุหรือข่าวสารสาธารณะเท่านั้น

    นอกจากการสูญเสียอำนาจแล้ว เติ้งเสี่ยวผิงยังถูกกระทำอย่างหนักในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม น้องชายของเขาไม่อาจทนการกลั่นแกล้งได้และฆ่าตัวตาย ลูกชายคนโตของเขากระโดดตึกเพราะไม่อาจทนการกดขี่ แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็กลายเป็นผู้พิการตลอดชีวิต ในเวลานั้น เติ้งเสี่ยวผิงแทบไม่มีโอกาสทางการเมืองใดเหลืออยู่เลย จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น นั่นคือการล่มสลายของหลินเปียว สหายใกล้ชิดของเหมาเจ๋อตง และผู้สืบทอดที่เหมากำหนดไว้

    หลังจากหลินเปียวแตกหักกับเหมาเจ๋อตงในปี 1971 จากความระแวงของเหมา หลินเปียวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ทำให้ตำแหน่งผู้สืบทอดอำนาจว่างลง ในขณะเดียวกัน สุขภาพของเหมาเจ๋อตงก็ย่ำแย่อย่างหนัก ตั้งแต่ปี 1970 เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจและปอด และในปี 1971 เขาไม่สามารถขึ้นลงบันไดได้ด้วยตนเอง เหมาเองรู้ดีว่าชีวิตของเขาใกล้จะสิ้นสุดลง จึงเร่งหาผู้สืบทอดอำนาจคนใหม่อย่างเร่งด่วน

    เงื่อนไขสำคัญในการคัดเลือกผู้สืบทอดของเหมา คือความจงรักภักดีต่อแนวทางการต่อสู้ทางชนชั้น เนื่องจากบุตรชายของเขาเสียชีวิตในสงครามเกาหลี เหมาไม่มีทายาทที่แข็งแรงให้สืบทอดอำนาจ และเขาเองก็รู้ดีว่าได้สร้างความเสียหายไว้มาก สิ่งที่เหมากังวลที่สุดคือ หลังจากเขาเสียชีวิต จะมีผู้นำแบบครุสชอฟขึ้นมาล้มล้างเขาทั้งหมด

    ดังนั้น เหมาต้องการคนที่จงรักภักดีต่อเขา และคนที่เขาเลือกในเวลานั้นคือหวังหงเหวิน หนึ่งในกลุ่มสี่คน แต่เหมาเองก็รู้ว่าหวังหงเหวินยังอายุน้อยและขาดประสบการณ์ อายุเพียงสามสิบปลาย ๆ การให้เขานำพรรคที่เต็มไปด้วยผู้อาวุโสเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งในฐานะตัวแทนของฝ่ายปฏิวัติวัฒนธรรม หวังหงเหวินก็สร้างศัตรูไว้มาก ความสัมพันธ์กับข้าราชการอาวุโสย่ำแย่อย่างยิ่ง

    เมื่อเหมาต้องการแต่งตั้งหวังหงเหวินเป็นรองประธาน พรรคฝ่ายค้านอาวุโสต่างคัดค้าน พร้อมระบุว่ามีโจวเอินไหลเป็นรองประธานก็เพียงพอแล้ว เพื่อให้หวังหงเหวินสืบทอดอำนาจได้อย่างราบรื่น เหมาต้องการคนที่มีประสบการณ์ทางการเมือง และสามารถประสานงานกับข้าราชการอาวุโสได้ หลังจากพิจารณาแล้ว เหมาเลือกเติ้งเสี่ยวผิงให้มาจับคู่กับหวังหงเหวิน ตามแผนของเหมา หวังหงเหวินจะเป็น “เหมาเจ๋อตงคนต่อไป” ส่วนเติ้งเสี่ยวผิงจะเป็น “โจวเอินไหลคนต่อไป”

    —-

    Part 2

    แน่นอน บางคนอาจคิดว่า เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นสู่อำนาจภายหลัง เขากลับทิศนโยบายของเหมาเจ๋อตงแบบแทบทั้งหมด ไม่ได้จงรักภักดีต่อแนวทางของเหมาเลย ดังนั้นการที่เหมาเลือกเติ้งเสี่ยวผิงก็เหมือนตาถั่วไปแล้ว แต่ในช่วงแรก ถ้ามองจากสายตาของเหมา มันไม่ใช่อย่างนั้น อย่างน้อยในสายตาของเหมา เติ้งเสี่ยวผิงยังดู “ภักดี” มากกว่าโจวเอินไหลเสียอีก ตั้งแต่ปี 1931 เติ้งเสี่ยวผิงก็เคยถูกวิจารณ์ในพรรคว่าเป็นพวกสายเหมา ในช่วงการปรับแนวคิดครั้งใหญ่ปี 1942 เติ้งเสี่ยวผิงก็ยืนอยู่ข้างเหมาเจ๋อตงอย่างเต็มตัว ในขณะที่โจวเอินไหลไม่ได้ทำเช่นนั้น

    ดังนั้นในสายตาของเหมา เติ้งเสี่ยวผิงยังเป็นคนที่ไว้ใจได้ อย่างน้อยก็ถือว่ามีความภักดีสูงในกลุ่มเจ้าหน้าที่รุ่นเก่าของพรรค หลังจากการดันขึ้นตำแหน่งและการจัดวางหลายปี ในปี 1974 เติ้งเสี่ยวผิงถูกแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง และต่อมาก็ถูกแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง ขณะเดียวกัน หวังหงเหวินถูกแต่งตั้งเป็นรองประธานประเทศ และอยู่ลำดับที่สามในคณะกรรมการประจำกรมการเมือง รองจากเหมาเจ๋อตงและโจวเอินไหล

    ในตอนนั้น ทีมสืบทอดอำนาจที่เหมา “วาดฝัน” ไว้ก็ประกอบร่างขึ้นแล้ว แต่ช่วงเวลาดี ๆ ของเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ได้ไม่นาน หลังจากขึ้นมามีบทบาท การกระทำหลายอย่างของเติ้งเสี่ยวผิงกลับไม่เป็นไปตามที่เหมา “คาดหวัง” เหตุผลหลัก ๆ คือบรรยากาศแบบ “พวกทุนนิยม” หนักเกินไป ในช่วงสั้น ๆ ที่เติ้งเสี่ยวผิงเป็นรองนายกรัฐมนตรี เขาแทบไม่พูดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นเลย เน้นแต่การพัฒนา เขาให้ความสำคัญกับการไล่ตามอุตสาหกรรมและการศึกษา ในด้านอุตสาหกรรมเขาเสนอ “ยี่สิบข้อด้านอุตสาหกรรม”

    เติ้งเสี่ยวผิงยังคัดค้านอย่างมากที่ฝ่ายการเมืองและระบบเจ้าหน้าที่เข้าไปสั่งการการผลิต เขาเคยพูดว่า ทำไมต้องมีเจ้าหน้าที่มากมายไป “ชี้นำการผลิต” เขาเห็นว่า แค่มีเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจเทคโนโลยีสักห้าร้อยคนมาดูแลการผลิตก็พอแล้ว นอกจากนี้ เติ้งเสี่ยวผิงยังให้หูเหย่าปังเข้าไปจัดระเบียบสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งจีน หวังจะกวาดล้างเศษซากของปฏิวัติวัฒนธรรม ให้ “วิทยาศาสตร์กลับเป็นวิทยาศาสตร์” อีกทั้งยังเริ่มเตรียมฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อยกเลิกระบบคัดเลือกแบบ “คนงาน-ชาวนา-ทหาร” ที่ใช้มาก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนสไตล์การบริหารของเติ้งเสี่ยวผิงได้ชัดเจนมาก

    นั่นคือ “สไตล์เทคนิค-ข้าราชการ” แบบชัด ๆ เติ้งเสี่ยวผิงในจุดนี้แตกต่างจากเหมาเจ๋อตงอยู่พอสมควร เติ้งเสี่ยวผิงอย่างน้อยก็เคยไปเรียนที่ฝรั่งเศส และถือว่าเป็นคนที่ผ่านการศึกษาจริง ๆ ไม่เหมือนเหมาเจ๋อตงที่พึ่งการศึกษาด้วยตนเองเป็นหลัก เหมาอาจเพราะการศึกษาต่ำ พอขึ้นสู่อำนาจจึงมีความเกลียดชังปัญญาชนฝังลึกในกระดูก แต่เติ้งเสี่ยวผิงไม่ใช่แบบนั้น เขาค่อนข้างใกล้ชิดปัญญาชน แน่นอนว่าแนวทางชุดนี้ย่อมทำให้เหมาเจ๋อตงไม่พอใจ และทำให้กลุ่มสี่คนไม่พอใจด้วย

    ภายในเวลาไม่ถึงปีนับจากที่เติ้งเสี่ยวผิงเริ่มมีอำนาจ “ขบวนการโค่นเติ้ง” ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เริ่มจากเจียงชิงใช้ประเด็นวรรณกรรมคลาสสิกมาโจมตีเติ้งเสี่ยวผิง ต่อมาก็มีญาติของเหมาออกมาพูดว่า เติ้งเสี่ยวผิงไม่พูดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น เอาแต่จับการผลิต พอถึงเดือนพฤศจิกายนปี 1975 เติ้งเสี่ยวผิงเริ่มเสียอิทธิพล เหมาเจ๋อตงถึงขั้นปฏิเสธที่จะพบเขา และในวันที่ 7 พฤศจิกายน ก็มีการโจมตีเติ้งเสี่ยวผิงหนักขึ้นไปอีก

    พวกเขาเรียกร้องให้เติ้งเสี่ยวผิง “แสดงจุดยืน” ยอมรับว่าปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นขบวนการที่ “ผลงานโดดเด่นยิ่งใหญ่” และให้เขาแสดงการสนับสนุนอย่างเปิดเผยต่อแนวทาง “ยึดการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นแกนหลัก” แต่เติ้งเสี่ยวผิงยืนกรานปฏิเสธ แน่นอน การปฏิเสธของเขาแสดงถึงความเฉียบคมทางการเมืองอย่างหนึ่ง หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าเขาฉลาดทางการเมืองจริง ทำไมไม่ยอมตามเหมาเจ๋อตงในตอนนั้น เพื่อรักษาอำนาจไว้ก่อน ทำไมไม่ “ยอมก่อน” แล้วค่อยทำการปฏิรูปหลังเหมาเสียชีวิต

    แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ การที่เติ้งเสี่ยวผิงต่อต้านนี่แหละ ที่สะท้อนความเฉียบคมทางการเมืองของเขา การปฏิเสธจะแสดงจุดยืน ไม่ได้มีแค่เหตุผลว่าเขา “ไม่เอาปฏิวัติวัฒนธรรม” จริง ๆ และเขาเองก็ถูกทำร้ายหนักในช่วงนั้น แต่ยังมีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจนด้วย ในหนังสือทบทวนเหตุการณ์และการตัดสินใจสำคัญหลายครั้งที่เขียนโดยผู้นำรุ่นเก่าอีกคนหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่า

    เติ้งเสี่ยวผิงรู้ดีว่า หากเขายอมรับว่าปฏิวัติวัฒนธรรม “ยอดเยี่ยม” ต่อไปเขาจะไม่สามารถจัดระเบียบ ไม่สามารถใช้นโยบายใหม่ได้ เขาในเวลานั้นรับรู้ชัดว่า สุขภาพของเหมาเจ๋อตงทรุดลงทุกวัน เหมาใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว หากเขายอมรับปฏิวัติวัฒนธรรม เขาอาจได้ความเอ็นดูชั่วคราวจากเหมา แต่เขาจะสูญเสียการสนับสนุนจากฝ่ายต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรมทันที ตรงกันข้าม การยืนกรานต่อต้านอย่างเด็ดขาด จะช่วยสร้างชื่อเสียงและอิทธิพลในกลุ่มต่อต้าน และขยายอำนาจทางการเมืองในอนาคต

    การตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ วาง “ฐาน” ให้กับการกลับมาของเขาในภายหลัง แน่นอน เรื่องนี้เราค่อยไปต่อทีหลัง แต่การเสียอำนาจอย่างสิ้นเชิงของเติ้งเสี่ยวผิง ยังต้องรอเหตุการณ์ใหญ่อีกอย่าง นั่นคือการเสียชีวิตของโจวเอินไหล

    —-

    Part 3

    จะบอกว่าโจวเอินไหลเป็นคนดีสมบูรณ์แบบหรือไม่ ก็ไม่เชิงนัก แต่เพราะประสบการณ์ที่เขาถูกกดขี่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ทำให้โจวเอินไหลกลายเป็นสัญลักษณ์ทางจิตใจของประชาชนที่ต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรม เมื่อโจวเอินไหลเสียชีวิต เหมาเจ๋อตงถึงกับไม่ยอมเข้าร่วมพิธีศพ ยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกเห็นใจโจวเอินไหลมากขึ้นไปอีก ในเวลานั้น เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้นำออกมาไว้อาลัยโจวเอินไหล และกล่าวคำสดุดีในเชิงบวก ซึ่งทำให้ความขัดแย้งกับเหมาเจ๋อตงรุนแรงยิ่งขึ้น

    ต้องแทรกไว้ตรงนี้ว่า จากเอกสารประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ความสัมพันธ์ระหว่างเติ้งเสี่ยวผิงกับโจวเอินไหลก็ไม่ได้ดีนัก เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงตกต่ำ โจวเอินไหลก็ไม่ได้ออกมาช่วยอะไร การที่เติ้งเสี่ยวผิงแสดงท่าทีไว้อาลัยโจวเอินไหลอย่างเปิดเผยในครั้งนี้ จึงดูคล้ายการ “แสดงจุดยืน” ทางการเมืองมากกว่า

    แน่นอนว่า จากท่าทีดังกล่าว ภายในหนึ่งเดือนหลังโจวเอินไหลเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงถูกบีบให้เขียนจดหมายวิจารณ์ตนเองถึงสามครั้งภายใต้แรงกดดันจากเหมาเจ๋อตง และต้องถอยออกจากศูนย์กลางอำนาจอีกครั้ง แต่ในช่วงเวลานั้น สถานการณ์และกระแสกลับเริ่มเอื้อประโยชน์ให้เติ้งเสี่ยวผิงมากขึ้นเรื่อย ๆ

    กลุ่มสี่คนซึ่งเป็นเหมือนเครื่องมือของเหมาเจ๋อตง อาจเพราะเคยชินกับการใช้อำนาจภายใต้การคุ้มครองของเหมา ทำให้ความสามารถทางการเมืองของพวกเขาต่ำมาก เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงเริ่มสูญเสียความไว้วางใจจากเหมา กลุ่มสี่คนพยายามจะ “ซ้ำเติม” ให้เติ้งเสี่ยวผิงล้มลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในตัวมันเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในเกมการเมือง แต่ปัญหาคือพวกเขาเลือกวิธีผิด

    กลุ่มสี่คนพยายามอาศัยการเสียชีวิตของโจวเอินไหลมาเป็นข้ออ้างโจมตีเติ้งเสี่ยวผิง โดยในวันที่ 25 มีนาคม หนังสือพิมพ์เหวินฮุ่ยเป้าในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มสี่คน ตีพิมพ์บทความโจมตีเติ้งเสี่ยวผิง โดยกล่าวว่าเติ้งเสี่ยวผิงไม่ใช่แค่พวกทุนนิยม แต่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนนิยม และยังมี “เบื้องหลังที่ใหญ่กว่า” หนุนหลังอยู่

    ใครเป็นเบื้องหลังนั้น ทุกคนย่อมเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงโจวเอินไหล ผลของการกระทำนี้กลับก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง ในคืนวันเดียวกับที่บทความตีพิมพ์ อาคารกองบรรณาธิการของเหวินฮุ่ยเป้าถูกล้อมโดยอดีตเรดการ์ด ที่ใช้วิธีการแบบเดียวกับที่เคยใช้โจมตี “พวกทุนนิยม” กลับไปโจมตีเจียงชิงเอง ต่อมาทั่วประเทศก็เกิดการประท้วงหลายระลอก

    การประท้วงเหล่านี้ยืดเยื้อมาจนถึงเทศกาลเชงเม้ง และในที่สุดก็พัฒนาเป็นการชุมนุมใหญ่วันที่ 5 เมษายน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งภายหลังเรียกว่า “เหตุการณ์สี่ห้า” ทุกวันนี้ เราอาจมองว่าการชุมนุมดังกล่าวคือการรำลึกถึงโจวเอินไหล แต่ในความเป็นจริง มันคือการใช้โอกาสนี้ต่อต้านเหมาเจ๋อตง ต่อต้านกลุ่มสี่คน และต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรม

    หลักการนี้ไม่ต่างจากการที่หลายคนใช้การรำลึกถึงหลี่เค่อเฉียง เพื่อแสดงการต่อต้านผู้นำคนปัจจุบัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้มงวดอย่างมากกับการรำลึกหลี่เค่อเฉียง เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่ามันซ่อนความหมายทางการเมืองอยู่

    ในเวลานั้น เหมาเจ๋อตงยังไม่เสียชีวิต อำนาจและบารมีส่วนตัวของเขายังอยู่ครบ เขาจึงปราบปรามการประท้วงอย่างรวดเร็ว และนิยามเหตุการณ์รำลึกโจวเอินไหลว่าเป็น “ความไม่สงบ” พร้อมเร่งกระบวนการปลดเติ้งเสี่ยวผิงออกจากตำแหน่ง ภายในสามวันหลังการประท้วง วันที่ 7 เมษายน เติ้งเสี่ยวผิงถูกปลดจากทุกตำแหน่ง เหลือไว้เพียงสมาชิกพรรคเท่านั้น

    แต่การปลดครั้งนี้ กลับยิ่งเพิ่มชื่อเสียงและความชอบธรรมให้เติ้งเสี่ยวผิง และกลายเป็นฐานสำหรับการกลับมาของเขาในภายหลัง แน่นอน เมื่อปลดเติ้งเสี่ยวผิงออก ก็ต้องมีคนขึ้นมาแทน และครั้งนี้ เหมาเจ๋อตงเลือกเรียนรู้จากบทเรียนเดิม หันไปเลือกคนที่ความสามารถด้อยกว่า ประวัติน้อยกว่า แต่ “ภักดี” ต่อเขามากกว่า นั่นคือหัวกั๋วเฟิง

    —-

    Part 4

    หัวกั๋วเฟิงดูเผิน ๆ คล้ายกับเติ้งเสี่ยวผิง คือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปฏิวัติวัฒนธรรมเช่นกัน ในปี 1967 ขณะดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคประจำมณฑลหูหนาน เขาถูกกลุ่มการ์ดแดงลากออกมาจากที่ทำการพรรค และถูกกักบริเวณอยู่ในโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้ารถยนต์ที่เมืองฉางซา ถือเป็นเหยื่อของปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างชัดเจน แต่หัวกั๋วเฟิงกลับปรับตัวอย่างรวดเร็ว เขาเลือกเข้าร่วมกระแสปฏิวัติวัฒนธรรม และหลังจากนั้นก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง กล่าวได้ว่าในอีกด้านหนึ่ง เขาก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากปฏิวัติวัฒนธรรมเช่นกัน

    ด้วยเหตุนี้ ในสายตาของเหมาเจ๋อตง หัวกั๋วเฟิงจึงเป็นคนที่น่าจะภักดีต่อแนวทางของตนมากกว่าเติ้งเสี่ยวผิง หลังจากเติ้งเสี่ยวผิงถูกปลดออกจากตำแหน่ง หัวกั๋วเฟิงก็ถูกดันขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นรองประธานพรรคคนที่หนึ่ง และนายกรัฐมนตรี

    แน่นอนว่า หลังจากเติ้งเสี่ยวผิงถูกโค่นลง กลุ่มสี่คนยังต้องการ “จัดการ” เติ้งเสี่ยวผิงให้หมดสิ้น แต่ก่อนที่การรณรงค์โจมตีครั้งใหญ่จะเริ่มต้น เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น นั่นคือการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตง เหมาเจ๋อตงเสียชีวิตในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน เพียงเก้าเดือนหลังจากโจวเอินไหลเสียชีวิต

    ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงปีเศษ ผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเสียชีวิตติดต่อกันถึงสี่คน เริ่มจากคังเซิง หัวหน้าหน่วยตำรวจลับของพรรค เสียชีวิตในเดือนธันวาคม 1975 ต่อมาคือโจวเอินไหลในเดือนมกราคม 1976 จูเต๋อในเดือนกรกฎาคม 1976 และสุดท้ายคือเหมาเจ๋อตงในเดือนกันยายน 1976

    หลังการเสียชีวิตของผู้นำระดับสูงเหล่านี้ โครงสร้างอำนาจในจีนถูกแบ่งออกอย่างรวดเร็วเป็นสามฝ่าย ฝ่ายแรกคือกลุ่มสี่คนที่นำโดยเจียงชิง พวกเขาเป็นฝ่าย “กบฏ” เป็นผู้ปฏิบัติการของปฏิวัติวัฒนธรรม และเป็นเสมือนมีดในมือของเหมาเจ๋อตง ฝ่ายที่สองคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากปฏิวัติวัฒนธรรม นำโดยหัวกั๋วเฟิง พวกเขาไม่ใช่ผู้ริเริ่มปฏิวัติวัฒนธรรม และมีบทบาทไม่มากนักในช่วงนั้น แต่ได้ประโยชน์จากการที่ข้าราชการรุ่นเก่าถูกโค่นล้ม อีกทั้งหัวกั๋วเฟิงยังเป็นผู้สืบทอดที่เหมาแต่งตั้งไว้โดยตรง

    ฝ่ายที่สามคือฝ่ายต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรม กลุ่มนี้ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รุ่นเก่าที่รอดชีวิตมาได้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปฏิวัติวัฒนธรรม โดยมีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแกนนำ กลุ่มนี้เป็นฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นฝ่ายที่อ่อนแอที่สุดในเชิงอำนาจ เพราะถูกเหมากดดันอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อเหมาเจ๋อตงเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงแทบไม่มีอำนาจที่เป็นรูปธรรมหลงเหลืออยู่เลย การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในช่วงแรก จึงเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มสี่คนกับหัวกั๋วเฟิงเป็นหลัก

    ในความเป็นจริง กลุ่มสี่คนไม่ควรถูกเรียกว่า “สี่คน” ด้วยซ้ำ หากจะเรียกให้ตรง ควรเป็น “ห้าคน” หรือ “หกคน” เพราะโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงของพวกเขา คือเหมาเจ๋อตงและคังเซิง รวมกับสมาชิกที่เรารู้จักกันในนามกลุ่มสี่คน แต่เมื่อถึงจุดนี้ ทั้งเหมาเจ๋อตงซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด และคังเซิงซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจลับ ต่างก็เสียชีวิตไปแล้ว

    สิ่งที่เหลืออยู่คือกลุ่มสี่คนที่นำโดยเจียงชิง ซึ่งแทบจะไร้ความสามารถทางการเมืองโดยสิ้นเชิง เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาอาศัยบารมีของเหมาเจ๋อตงในการใช้อำนาจโดยไม่ต้องคิดอะไรเอง ความสามารถในการประเมินสถานการณ์และความทะเยอทะยานกลับสวนทางกันอย่างรุนแรง

    หลังการเสียชีวิตของเหมา กลุ่มสี่คนไม่ตระหนักเลยว่าพวกเขาได้สูญเสีย “เสาหลัก” ไปแล้ว สิ่งที่ควรทำที่สุดคือถอย ยอมแพ้ และรักษาชีวิตทางการเมืองไว้ แต่ตรงกันข้าม พวกเขากลับคิดจะแย่งชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุด โดยเชื่อว่าตามหลักการแล้ว ผู้สืบทอดอำนาจควรเป็นพวกตน

    เพียงหนึ่งวันหลังเหมาเสียชีวิต หวังหงเหวินก็เลี่ยงคณะกรรมการกรมการเมือง ไปตั้งสำนักงานปฏิบัติงานพิเศษขึ้นในจงหนานไห่ และใช้นามของสำนักงานนี้ออกคำสั่งต่าง ๆ เพื่อพยายามโดดเดี่ยวหัวกั๋วเฟิง และทำให้คำสั่งของหัวกั๋วเฟิงไม่สามารถออกจากจงหนานไห่ได้

    นอกจากนี้ กลุ่มสี่คนยังท้าทายหัวกั๋วเฟิงโดยตรงในที่ประชุมกรมการเมือง ด้วยการปฏิเสธลงมติแต่งตั้งหัวกั๋วเฟิงเป็นประธานพรรค แต่ชัดเจนว่าพวกเขาประเมินสถานการณ์ผิดอย่างร้ายแรง หลังการเสียชีวิตของเหมา แม้หลายคนยังไม่กล้าวิจารณ์เหมาโดยตรง แต่คนส่วนใหญ่หวาดกลัวอย่างยิ่งต่อการเกิดปฏิวัติวัฒนธรรมรอบสอง และไม่ต้องการเห็นเจียงชิงขึ้นมามีอำนาจอีก

    —-

    Part 5

    ดังนั้น หลังเหมาเจ๋อตงเสียชีวิตได้ประมาณหนึ่งเดือน หัวกั๋วเฟิงจึงรีบจับมือกับเย่เจี้ยนอิง หวังตงซิง หลี่เซียนเนี่ยน เฉินซีเหลียน และอู๋เต๋อ ซึ่งล้วนเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพ ความมั่นคง และศูนย์อำนาจเมืองหลวง ก่อรูปเป็นพลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด และลงมือจัดการกับกลุ่มสี่คน เหตุการณ์นี้ภายหลังถูกเรียกว่า “เหตุการณ์หวงเหรินถัง”

    กระบวนการจับกุมกลุ่มสี่คนแทบไม่มีการนองเลือดหรือการต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรมเลย สิ่งที่ใกล้เคียงกับการต่อต้านมากที่สุด คือกลุ่มกำลังที่เรียกว่า “กองกำลังอาสาสมัครเซี่ยงไฮ้” ซึ่งเป็นไพ่ใบใหญ่ที่สุดในมือของกลุ่มสี่คน แต่ดังที่กล่าวไปแล้ว ความสามารถทางการเมืองของกลุ่มสี่คนต่ำมาก พวกเขาใช้ไพ่ใบนี้ไม่เป็น

    กองกำลังอาสาสมัครเซี่ยงไฮ้ แม้จะเรียกว่า “อาสาสมัคร” แต่ในความเป็นจริงไม่อ่อนแอเลย ภายในปี 1976 พวกเขามีกำลังถึง 9 กองพล 602 กองพัน มีอาวุธปืนกว่า 220,000 กระบอก เครื่องยิงจรวดกว่า 1,900 กระบอก รวมถึงอาวุธหนักอีกจำนวนมาก ถือว่ามีศักยภาพในการรบพอสมควร

    แต่หลังจากกลุ่มสี่คนถูกจับกุม กองกำลังอาสาสมัครเซี่ยงไฮ้กลับไม่รู้เรื่องใด ๆ เลย ต่อมาหัวกั๋วเฟิงก็อาศัยข้ออ้างง่าย ๆ เรียกผู้นำของกองกำลังนี้เดินทางมาปักกิ่ง และทำการควบคุมตัวไว้ กระบวนการสลายกองกำลังทั้งหมดจึงสำเร็จโดยแทบไม่ต้องใช้กำลัง

    กลุ่มสี่คนจึงกลายเป็นฝ่ายแรกที่ถูกคัดออกจากเกมอำนาจ หากดูการเผชิญหน้าระหว่างหัวกั๋วเฟิงกับกลุ่มสี่คน จะเหมือนการให้ผู้เล่นระดับสูงเจอกับผู้เล่นมือใหม่ ง่ายดายแทบไม่มีแรงต้าน แต่เมื่อถึงคราวที่เติ้งเสี่ยวผิงต้องเผชิญหน้ากับหัวกั๋วเฟิง สถานการณ์กลับพลิกกลับกันโดยสิ้นเชิง

    หัวกั๋วเฟิงเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเติ้งเสี่ยวผิง กลับดูเหมือนผู้เล่นมือใหม่ แม้จะเก่งกว่าเจียงชิงอยู่บ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้ว เขาไม่ได้ไต่เต้าขึ้นมาด้วยความสามารถที่สั่งสมทีละขั้น พลังทางการเมืองจึงค่อนข้างจำกัด

    ประเด็นนี้ ชาวอเมริกันกลับมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในปี 1976 โธมัส เกตส์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ และผู้อำนวยการสำนักงานติดต่อสหรัฐฯ ประจำปักกิ่ง เคยพบกับหัวกั๋วเฟิง ภายหลังเอกสารข่าวกรองสหรัฐที่ถูกเปิดเผย ระบุว่า เกตส์ประเมินหัวกั๋วเฟิงว่า เป็นคนที่หูตาดี เข้าใจเรื่องต่าง ๆ แต่ธรรมดาสามัญ ข้อเด่นคือความระมัดระวัง แต่ขาดสติปัญญาและเสน่ห์ที่โดดเด่น

    เขามองว่าหัวกั๋วเฟิงเหมาะจะเป็นเพียงผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ผู้นำระยะยาว และขาดวิสัยทัศน์กับความสามารถที่จำเป็นต่อการปกครองประเทศในระยะยาว พร้อมสรุปว่าจีนจะต้องมีผู้นำที่มีความสามารถมากกว่านี้มาแทนหัวกั๋วเฟิง ซึ่งคำประเมินนี้พิสูจน์ภายหลังว่าแม่นยำอย่างยิ่ง

    กลับมาที่การต่อสู้ระหว่างหัวกั๋วเฟิงกับเติ้งเสี่ยวผิง เหตุผลที่เติ้งเสี่ยวผิงสามารถเอาชนะได้ นอกจากหัวกั๋วเฟิงจะมีความสามารถจำกัดแล้ว ยังเพราะสถานะของหัวกั๋วเฟิงอ่อนแออย่างมากด้วย

    ตรงนี้ต้องแก้ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่ง หลายคนคิดว่าหัวกั๋วเฟิงไม่ต้องการปฏิรูปเปิดประเทศ และอยากเดินตามแนวทางเหมาเจ๋อตง แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น หัวกั๋วเฟิงอาจไม่เก่ง ประวัติอาจไม่โดดเด่น แต่เขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่ากระแสประวัติศาสตร์กำลังไปทางไหน และเขาเองก็ต้องการปฏิรูปเปิดประเทศเช่นกัน

    หลังขึ้นสู่อำนาจ หัวกั๋วเฟิงเคยคิดจะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และได้ส่งคนไปสำรวจพื้นที่อำเภอเป่าอัน มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งก็คือเขตเป่าอันของเมืองเซินเจิ้นในปัจจุบัน เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวและเงินทุนจากฮ่องกงและมาเก๊า นอกจากนี้ เขายังทดลองนโยบายแบบ “แบ่งผลผลิตให้ครัวเรือน” และ “เหมางานเป็นกลุ่ม” ซึ่งล้วนมีลักษณะคล้ายระบบทุนนิยม

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาไม่อยากปฏิรูป แต่อยู่ที่ความชอบธรรมทางอำนาจของหัวกั๋วเฟิงมาจากเหมาเจ๋อตง ดังนั้นในเชิงวาทกรรม เขาไม่อาจปฏิเสธเหมาได้อย่างเต็มที่ เพราะหากทำเช่นนั้น เขาจะสูญเสียความชอบธรรมของตนเอง เส้นทางปฏิรูปของเขาจึงออกมาแบบลังเลและครึ่ง ๆ กลาง ๆ

    เพื่อกดดันฝ่ายต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรมที่นำโดยเติ้งเสี่ยวผิง หัวกั๋วเฟิงจึงเสนอแนวคิด “สองทุกประการ” คือ ทุกการตัดสินใจของเหมาเจ๋อตงต้องยึดถือ และทุกคำสั่งของเหมาเจ๋อตงต้องปฏิบัติตาม แนวคิดนี้คล้ายหลักคำสอนทางศาสนา เป็นคำขวัญเชิงอุดมการณ์มากกว่าการปฏิบัติจริง โดยอำนาจการตีความยังอยู่ในมือหัวกั๋วเฟิงเอง

    —-

    Part 6

    นโยบายของหัวกั๋วเฟิง พูดตรง ๆ คือพยายามใช้การยอมรับอุดมการณ์ของเหมาเจ๋อตงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง แต่ในทางปฏิบัติกลับพยายามเดินหน้าการพัฒนาและการปฏิรูปเปิดประเทศเพื่อเอาใจฝ่ายต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรม หวังให้พวกเขาสนับสนุนตน อย่างไรก็ตาม แนวทางแบบ “ปากหนึ่งยึดสองทุกประการ มือหนึ่งทำการพัฒนา” ไม่อาจตอบสนองความต้องการของสังคมในเวลานั้นได้ และไม่อาจโน้มน้าวฝ่ายต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรมที่นำโดยเติ้งเสี่ยวผิงได้เช่นกัน

    ในขณะเดียวกัน การที่เติ้งเสี่ยวผิงเคยยืนกรานปฏิเสธการยอมรับปฏิวัติวัฒนธรรม แม้ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก กลับเริ่มให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว เติ้งเสี่ยวผิงกลายเป็นผู้นำโดยปริยายของฝ่ายต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรม หลังการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตง เสียงเรียกร้องให้เติ้งเสี่ยวผิงกลับมามีบทบาททางการเมืองดังขึ้นเรื่อย ๆ

    แรงผลักดันเหล่านี้มีสองด้าน ด้านหนึ่งคือผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าจีนไม่อาจทนรับปฏิวัติวัฒนธรรมซ้ำอีกเป็นครั้งที่สองได้ อีกด้านหนึ่งคือบรรดาอดีตผู้นำและข้าราชการอาวุโสที่ถูกโค่นล้มในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ต้องการผู้แทนที่จะออกมาต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรม เพื่อฟื้นฟูตำแหน่งและอำนาจทางการเมืองของตนเอง

    เพียงหนึ่งเดือนหลังการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตง ก็มีข้าราชการระดับกลางหลายคนเรียกร้องให้เติ้งเสี่ยวผิงกลับคืนสู่ตำแหน่ง และในที่ประชุมกรมการเมืองต้นปี 1977 ก็เริ่มมีการหารืออย่างเป็นทางการเรื่องการฟื้นฟูตำแหน่งของเติ้งเสี่ยวผิง ในที่สุด หัวกั๋วเฟิงจำต้องประนีประนอมกับฝ่ายต่อต้านปฏิวัติวัฒนธรรม ยอมให้เติ้งเสี่ยวผิงกลับมามีบทบาทอีกครั้งในการประชุมเต็มคณะครั้งที่สามของคณะกรรมการกลางชุดที่สิบ ซึ่งจัดขึ้นราวหนึ่งปีหลังการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตง

    แน่นอนว่า เติ้งเสี่ยวผิงเองก็ยอมถอยบางส่วนเช่นกัน ในจดหมายลงวันที่ 10 เมษายน 1977 ที่เขาเขียนถึงหัวกั๋วเฟิงและเย่เจี้ยนอิง เติ้งเสี่ยวผิงระบุว่า แม้เขายังคงไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “สองทุกประการ” แต่ก็ยอมรับว่าพรรค กองทัพ และประชาชน ต้องยึดถือ “แนวคิดของเหมาเจ๋อตงอย่างครบถ้วนและถูกต้อง” เป็นแนวทางนำ ซึ่งถือเป็นการยอมรับอำนาจเชิงสัญลักษณ์ของเหมาโดยปริยาย

    ในวันที่ 17 กรกฎาคม 1977 เติ้งเสี่ยวผิงได้รับการฟื้นฟูตำแหน่งทั้งหมด กลับมาเป็นกรรมการกลาง สมาชิกคณะกรรมการถาวรกรมการเมือง รองประธานพรรค รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง และรองนายกรัฐมนตรี โดยมีลำดับอำนาจเป็นอันดับสาม รองจากหัวกั๋วเฟิงและเย่เจี้ยนอิง

    อย่างไรก็ตาม หลังการกลับคืนสู่อำนาจ เติ้งเสี่ยวผิงยังไม่รีบแย่งชิงอำนาจในทันที เขาเข้าใจดีว่าฐานสนับสนุนของเขาต้องการอะไร เติ้งเสี่ยวผิงจึงใช้ยุทธศาสตร์ “ถอยเพื่อรุก” หลังกลับมา เขามุ่งเน้นงานที่เคยทำค้างไว้ เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมและการศึกษา เขาเริ่มพบปะนักวิทยาศาสตร์เชื้อสายจีนระดับรางวัลโนเบล และเดินหน้าฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

    คำถามคือ เมื่อเลือกถอยแล้ว เติ้งเสี่ยวผิงยังสามารถยึดอำนาจได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่ “การต่อสู้ทางแนวคิด” คนจีนจำนวนมากมักอธิบายการเมืองจีนผ่านตรรกะ “ปากกระบอกปืนสร้างอำนาจ” และเชื่อว่าเติ้งเสี่ยวผิงชนะได้เพราะมีเย่เจี้ยนอิงซึ่งคุมกองทัพหนุนหลัง แต่ในความเป็นจริง เย่เจี้ยนอิงและหวังตงซิงต่างก็สนับสนุนแนวคิด “สองทุกประการ” ในช่วงแรก

    สิ่งที่ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงชนะ คือชัยชนะในเชิงแนวคิด หลังกลับคืนสู่อำนาจ เติ้งเสี่ยวผิงเสนอทฤษฎีว่า “การปฏิบัติคือมาตรวัดความจริงเพียงหนึ่งเดียว” แนวคิดนี้ดูเหมือนไม่โจมตีหัวกั๋วเฟิงโดยตรง แต่ในสาระแล้วขัดแย้งกับ “สองทุกประการ” อย่างชัดเจน และผลักแนวคิดของหัวกั๋วเฟิงไปอยู่ฝั่งตรงข้ามของการปฏิรูป

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อหัวกั๋วเฟิงเปิดประเทศในวงจำกัด ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกไปดูโลกภายนอก จีนในอดีตมักส่งคนไปศึกษาต่างประเทศเมื่อเห็นว่าตนล้าหลัง เช่น ในสมัยราชวงศ์ชิง หรือกรณีญี่ปุ่นในยุคปฏิรูปเมจิ แต่ในยุคเหมา การส่งเจ้าหน้าที่ไปตะวันตกถูกห้ามเด็ดขาด

    หัวกั๋วเฟิงกลับตัดสินใจส่งคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมากออกไป รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีถึง 13 คน และผู้ว่าการมณฑล รัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคอีกหลายร้อยคน หลังจากกลับมา เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต่างตระหนักถึงช่องว่างมหาศาลระหว่างจีนกับโลกตะวันตก สิ่งที่เคยเชื่อว่าประเทศทุนนิยมล้าหลัง กลับไม่เป็นจริง ความตกตะลึงนี้เร่งแรงผลักดันให้ฝ่ายปฏิรูปแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

    หัวกั๋วเฟิงเองถึงกับยอมรับว่า จีนคือประเทศแห่ง “กบในกะลา” การตื่นรู้ครั้งนี้ทำให้การปฏิรูปเชิงลึกได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง แนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิงจึงได้รับแรงหนุนอย่างรวดเร็ว

    ในการประชุมเต็มคณะครั้งที่สามของคณะกรรมการกลางชุดที่สิบเอ็ด ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “สวมเสื้อเหลือง” ของเติ้งเสี่ยวผิงได้เกิดขึ้น กล่าวคือ เขาถูกแรงสนับสนุนจากผู้ร่วมประชุมผลักดันขึ้นเป็นผู้นำโดยพฤตินัย โดยที่ตัวเขาเองก็อาจไม่คาดคิดมาก่อน จุดแตกหักอยู่ที่การรื้อฟื้นการประเมินเหตุการณ์ 5 เมษายน ซึ่งโยงตรงถึงความชอบธรรมของหัวกั๋วเฟิง

    เมื่อสื่อหลักของพรรคตีพิมพ์บทความยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การจลาจล แต่เป็นขบวนการเชิงปฏิวัติ หัวกั๋วเฟิงก็รู้ทันทีว่ากระแสได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาจำต้องยอมถอย และฝ่ายสนับสนุนของเขาก็ทยอยถอนตัวออกจากตำแหน่ง

    นับจากนั้น เติ้งเสี่ยวผิงก็กลายเป็นผู้ควบคุมอำนาจที่แท้จริงของจีน แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประมุขรัฐก็ตาม เขาให้คำมั่นว่าจะไม่ล้มล้างเหมาเจ๋อตงแบบที่ครุสชอฟล้มสตาลิน จีนจึงเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยไม่เกิดความรุนแรง

    ท้ายที่สุด หากมองย้อนกลับไป จะเห็นว่า ไม่ใช่เพราะมีเติ้งเสี่ยวผิง จึงเกิดการปฏิรูปเปิดประเทศ แต่เป็นเพราะผู้คนต้องการการปฏิรูปเปิดประเทศ จึงเลือกเติ้งเสี่ยวผิงมาเป็นผู้นำ หากไม่มีเติ้ง ก็อาจมีคนอื่นขึ้นมาแทน การปฏิรูปคือกระแสของยุคสมัย เติ้งเสี่ยวผิงเป็นเพียงผู้ที่ยืนอยู่ถูกที่ถูกเวลา

    ผลงานสำคัญที่สุดของเขา คือการถ่ายโอนอำนาจอย่างราบรื่น หลีกเลี่ยงความวุ่นวายและสงครามกลางเมืองในยุคหลังเหมา อย่างไรก็ตาม ปัญหาของเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ที่การยอมเปิดเศรษฐกิจ แต่ไม่ยอมเปิดการเมือง ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ใหญ่ในเวลาต่อมา

    ไม่นานหลังจากนั้น เติ้งเสี่ยวผิงก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ “ห้า–สี่” ของตนเอง นั่นคือเหตุการณ์ปี 1989 อันเกี่ยวข้องกับการรำลึกถึงหูเหย่าปัง แต่เนื่องจากความยาวของเนื้อหา ตอนนี้จึงขอจบเพียงเท่านี้ หากตอนนี้ได้รับการตอบรับดี จะมีตอนต่อไปว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเติ้งเสี่ยวผิงกับเหตุการณ์ปี 1989

    ที่มา :


    https://www.facebook.com/share/p/1Ajym2Vtjx/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รอยเตอร์รายงาน พรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งของไทยอย่างถล่มทลายในวันอาทิตย์(8ก.พ.) เพิ่มแนวโน้มของการที่จะมีรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพเข้ามาสานต่ออำนาจ และยุติภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน

    รายงานของรอยเตอร์ระบุว่านายอนุทิน ประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม ระหว่างที่เกิดศึกความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ความเคลื่อนไหวที่พวกนักวิเคาะห์มองว่าดูเหมือนเป็นการกะเวลามาเป็นอย่างดีโดยผู้นำหัวอนุรักษ์นิยมรายนี้ สำหรับใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยม

    รอยเตอร์ระบุว่าเดิมพันดังกล่าวออกมาได้ผลสำหรับนายอนุทิน ที่ก้าวเข้าสู่อำนาจแทนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย ที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง สืบเนื่องจากวิกฤตกัมพูชา "ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ คือชัยชนะของคนไทยทุกคน ไม่ว่าคุณจะโหวตให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ก็ตาม" นายอนุทินกล่าวระหว่างแถลงข่าว "เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด รับใช้ประชาชนชาวไทยอย่างสุดความสามารถของเรา"

    ในรายงานของรอยเตอร์ให้ข้อมูลว่า ด้วยหน่วยเลือกตั้งต่างๆรายงานผลเข้ามาแล้วเกือบ 95% ผลเลือกตั้งในเบื้องต้นที่เผยแพร่โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พบว่าพรรคภูมิใจไทย คว้าเก้าอี้ในรัฐสภาไปได้ถึง 192 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคประชาชน 117 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง ส่วนพรรคอื่นๆจำนวนหนึ่งคว้าเก้าอี้รวมกัน 117 ที่นั่ง ในรัฐสภาที่มีทั้งหมด 500 ที่นั่ง

    รอยเตอร์อ้างคำสัมภาษณ์ของนายณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยไทยแลนด์ ฟีเจอร์ ที่มีสำนักงานในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า "แม้พรรคภูมิใจไทย ไม่น่าจะครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ผลการเลือกตั้งบ่งชี้ว่าพวกเขาอยู่ในสถานะที่เข้มแข็ง ที่จะผลักดันนโยบายต่างๆตามที่หาเสียงไว้" ในนั้นรวมถึงโครงการอุดหนุนผู้บริโภคและยกเลิกข้อตกลงฉบับหนึ่งที่ทำไว้กับกัมพูชา เกี่ยวกับคำกล่าวอ้างทางทะเล

    "นี่ถือเป็นครั้งแรกในระยะเวลาที่ยาวนาน ที่เราจะมีรัฐบาลหนึ่งๆที่มีอำนาจเพียงพอที่จะบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ" เขากล่าว "เรากำลังเห็นในสิ่งที่ผมให้คำจำกัดความว่าเป็นการคลุมถุงชนเพื่อผลประโยชน์ ระหว่างพวกเทคโนแครต, ชนชั้นสูงหัวอนุรักษ์นิยมและนักการเมืองดั้งเดิม

    พวกนักวิเคราะห์ชี้ว่าสิ่งสำคัญยิ่งที่มีต่อชัยชนะของนายอนุทิน คือการโอบกอดกระแสชาตินิยมและนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการดึงดูดบรรดานักการเมืองจากพรรคคู่แข่งในพื้นที่ชนบท ตามรายงานของรอยเตอร์

    "ขอบเขตของชัยชนะเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน บางทีอาจพิสูจน์ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเมืองชาตินิยมและความสามารถของพรรคภูมิใจไทยในการรวบรวมคะแนนเสียงของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ล้วนแต่ได้ผล เข้าทางพวกเขา" รอยเตอร์รายงานอ้างความเห็นของ เมธิส โลหเตปานนท์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ

    (ที่มา:รอยเตอร์)

     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    งอแงตลอด! ก.วัฒนธรรมเขมรโวยไทยไม่มีสิทธิบูรณะปราสาทตาควาย-ตาเมือน อ้างอยู่ในเขตแดนกัมพูชา
    .
    .
    MGR ออนไลน์ - กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชาได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของไทยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ระบุว่าปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนเป็นของไทย
    .
    กัมพูชาอ้างว่าปราสาทฮินดูโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ โดยปราสาทตาควายได้รับความเสียหายอย่างหนัก ที่กัมพูชาอ้างว่ามาจากการยิงปืนใหญ่ของไทยในช่วงการสู้รบเดือนธ.ค.
    .
    กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาได้ออกคำแถลงต่อสื่อว่ากระทรวงฯ ย้ำว่าสถานที่ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชาทั้งหมด และปฏิเสธข้ออ้างของไทยอย่างหนักแน่น
    .
    “เรื่องนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนแล้วในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1904 และปี 1907 และแผนที่ที่แนบมาด้วยที่เป็นพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันกับที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยึดถือในคำพิพากษาปี 1962 เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร” กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาระบุ
    .
    กระทรวงฯ เสริมว่าการอ้างสิทธิใดๆ ที่อิงจากการจดทะเบียนฝ่ายเดียว การดำเนินการทางฝ่ายปกครองภายในใดๆ ตั้งแต่ปี 1935 หรือแผนที่ที่ไม่ได้รับการยอมรับนั้น ไม่มีผลทางกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถลบล้างสนธิสัญญาแบบทวิภาคีที่มีผลผูกพันได้
    .
    นอกจากนี้ กัมพูชายังกล่าวว่างานบูรณะที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐเจ้าของดินแดน ถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการกำหนดเขตแดนทางบก (MOU 2000) และบ่อนทำลายจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือของอาเซียน
    .
    คำแถลงของกระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชายังระบุว่าอีกว่า การยึดครองหรือควบคุมมรดกทางวัฒนธรรมโดยการใช้กำลังทหารหรืออำนาจทางทหารนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ และอนุสัญญากรุงเฮกเพื่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณีเกิดความขัดแย้งทางอาวุธ
    .
    “เพื่อผลประโยชน์ของเสถียรภาพของภูมิภาคและความจริงทางประวัติศาสตร์ กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมฝ่ายเดียวทั้งหมดในสถานที่เหล่านี้ หากความขัดแย้งยังคงอยู่ กัมพูชาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและมีผลผูกพันทางกฎหมายผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแทนการใช้กำลังหรือถ้อยคำปลุกปั่น” กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาระบุ
    .
    ถ้อยความในคำแถลงยังระบุเสริมว่ากัมพูชายังคงยืนหยัดในหน้าที่ในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมและรักษาบูรณภาพแห่งพรมแดนของประเทศ.

    https://www.facebook.com/share/p/1CarQpq1oV/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไมปลากระป๋องกัมพูชาผลิตเอง
    ถึงแพงกว่าปลากระป๋องไทย ทั้งที่ค่าแรงถูกกว่า?

    ใครเคยเดินตลาดในกัมพูชา อาจเคยชะงักเหมือนกัน
    ปลากระป๋องยี่ห้อท้องถิ่น กระป๋องไม่ใหญ่
    ราคาอยู่แถว ๆ 6,000 เรียล หรือราว 50 บาทไทย

    ตัดภาพกลับมาที่ไทย
    สามแม่ครัว, ABC, โรซ่า
    ขนาดใกล้กัน ราคา 20–35 บาท

    คำถามยอดฮิตเลยคือ

    > ค่าแรงกัมพูชาถูกกว่าไทยตั้งเยอะ
    แล้วทำไมของถึงแพงกว่า?

    คำตอบคือ…
    เพราะปลากระป๋องไม่ได้เริ่มที่โรงงาน
    แต่มันเริ่มที่ “ทะเล”

    ---

    1) ไทยเริ่มจากทะเล — กัมพูชาเริ่มจากด่านนำเข้า

    ไทยมีเรือประมงอุตสาหกรรม
    มีท่าเรือ มีห้องเย็น มีซัพพลายเชนของตัวเอง
    ปลาเข้าโรงงานแบบ “ต้นทางใกล้”

    แต่กัมพูชา
    ปลาทะเลลึกแบบที่ใช้ทำปลากระป๋อง จับเองไม่ได้ในเชิงอุตสาหกรรม

    ปลาดิบต้องนำเข้าจาก

    ไทย

    เวียดนาม

    แปลว่าอะไร?
    ยังไม่เปิดเครื่องจักร ก็ แพ้ต้นทุนไปแล้ว

    ค่าขนส่ง + ภาษี + ความสูญเสียระหว่างทาง
    ทั้งหมดไปนอนอยู่ใน “ราคากระป๋องเดียว”

    ---

    2) ค่าแรงถูก แต่โรงงานเล็ก = ต้นทุนต่อกระป๋องแพง

    โรงงานปลากระป๋องกัมพูชาส่วนใหญ่
    เป็น โรงงานเล็ก–กลาง

    ผลคือ

    ใช้แรงงานมากต่อกระป๋อง

    เครื่องจักรนำเข้า แพง ซ่อมยาก

    ผลิตได้น้อย → เฉลี่ยต้นทุนไม่ได้

    ในขณะที่โรงงานไทย
    ผลิตเป็น หลักล้านกระป๋องต่อเดือน

    ตรงนี้คือแก่นสำคัญของเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม:

    > ค่าแรงถูก ≠ ต้นทุนถูก
    ถ้าผลิตได้น้อย

    ---

    3) ตลาดเล็ก โลจิสติกส์แพง เงินอ่อน — โดนบวกสามเด้ง

    กัมพูชาเจอครบสูตร

    ตลาดในประเทศเล็ก

    ถนน โลจิสติกส์ยังแพง

    เงินเรียลอ่อน → ของนำเข้าแพงขึ้นอีก

    สุดท้าย…
    ต้นทุนทั้งหมดถูก “บีบ” มาลงที่ผู้บริโภค

    ---

    สรุปแบบไม่ต้องอ้อม

    ปลากระป๋องกัมพูชาแพงกว่า
    ไม่ใช่เพราะแรงงานไม่เก่ง
    ไม่ใช่เพราะไทยเอาเปรียบ

    แต่เพราะ

    ยังต้องนำเข้าปลาดิบ

    โรงงานยังไม่ใหญ่พอ

    ระบบยังไม่เอื้อให้ผลิตเยอะแล้วถูก

    ในขณะที่ไทย
    สร้างอุตสาหกรรมนี้มาหลายสิบปี
    ตั้งแต่ทะเล → ท่าเรือ → โรงงาน → ตลาดโลก

    ---

    คำถามที่น่าคิด (และอยากให้เถียง)

    ถ้าวันหนึ่งกัมพูชา ลงทุนเรือประมงจริงจังสร้างโรงงานใหญ่ทำซัพพลายเชนของตัวเองได้

    วันนั้น…
    ปลากระป๋องกัมพูชาจะถูกกว่าไทยไหม?หรือติดกับดักเหมือนกับอีกหลายประเทศที่เมื่อนำเข้าถูกกว่า...ก็สั่งผลิตแล้วนำเข้าไปเลยและไม่สามารถผลิตสินค้าตัวเองได้

    — คัดข่าว ️

    Cr. คัดข่าว

    https://www.facebook.com/share/1Bm8nzSBSn/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    224,160
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Feb 9, 2026 แก้หนี้เป็น! หนี้ใต้พรมหนักกว่าหนี้เสีย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยชี้ 4 กลุ่มคนติดหนี้ใหญ่ในไทย เปิด 5 ชุดความคิดแก้หนี้คนไทย

    ดร.โสมรัตน์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ หรือ PIER เปิดเผยว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนหนักกว่าที่ตัวเลขทางการบอกเรา เวลาพูดถึงปัญหาหนี้ เรามักมองจากตัวเลขทางการ เช่น หนี้เสีย (NPL) แต่ความจริงแล้ว ภาพหนี้ของคนไทย กว้างและลึกกว่านั้นมาก งานวิจัยของ PIER พบว่า ประมาณ 38% ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ (ข้อมูลเครดิตบูโร) แต่การสำรวจครัวเรือนตัวอย่างทั่วประเทศของเรา พบว่า ยังมีคนไทยอีกกว่า 40% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ และต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบหรือสถาบันการเงินชุมชนเป็นหลัก

    ที่สำคัญ ปัญหาหนี้ไม่ได้สะท้อนผ่าน NPL เพียงอย่างเดียว แม้จะมีเพียงราว 22% ที่เป็น NPL อย่างเป็นทางการ แต่งานวิจัยของ PIER พบว่า เมื่อดูพฤติกรรมการชำระหนี้ย้อนหลัง จะพบว่า กว่า 30% ของลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL กำลัง “จ่ายหนี้แบบเสี่ยง” ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายขั้นต่ำ จ่ายไม่เต็มงวด หรือจ่ายแต่ดอกเบี้ย เช่น กว่า 40% ของลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลจ่ายแค่ขั้นต่ำ และกว่า 50% ของลูกหนี้เกษตรกรจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งลูกหนี้กลุ่มนี้จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น หนี้จึงเรื้อรังไม่จบ และพร้อมจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต นี่คือ “หนี้ใต้พรม” และเป็นระเบิดเวลาของระบบเศรษฐกิจการเงินไทย

    ถ้าจะแก้หนี้ ต้องเริ่มจาก เข้าใจว่าทำไมคนถึงจ่ายหนี้ไม่ได้ หนี้ไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวกัน นโยบายแก้หนี้จึงไม่ควรมีสูตรเดียว โดยสาเหตุที่ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดอย่างน้อยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่

    1.หนี้เกินศักยภาพตั้งแต่ต้น ลูกหนี้กลุ่มนี้มีภาระหนี้มากเกินกว่าที่รายได้จะรองรับ จ่ายเท่าไรก็ไม่ตัดเงินต้น ต้องหมุนหนี้จากที่หนึ่งไปจ่ายอีกที่หนึ่งไปเรื่อย ๆ ดังนั้น การปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็น และเป็นการใช้งบประมาณรัฐที่คุ้มค่า หากช่วยให้ลูกหนี้กลุ่มนี้กลับมาปลดหนี้ได้ด้วยตัวเอง

    2.ขาดความสามารถในการชำระหนี้ โดยกลุ่มนี้แบ่งได้อีกเป็น�ผู้ที่ยังพอทำงานได้ → ต้องแก้หนี้ควบคู่กับการสร้างรายได้�ผู้ที่ขาดศักยภาพจริง เช่น สูงอายุหรือเจ็บป่วย → การแก้หนี้อาจต้องตั้งต้นที่ทรัพย์สิน ว่าสามารถนำมาช่วยเปลี่ยนเป็นรายได้มาใช้หนี้ได้บ้างหรือไม่ ก่อนที่จะไปช่วยลดหรือสุดท้ายตัดหนี้ ซึ่งก็ต้องทำอย่างระวังไม่ให้สร้างแรงจูงใจไม่ดี (moral hazard)

    3.ขาดวินัยและแรงจูงใจที่จะชำระหนี้ งานวิจัยของ PIER พบว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่มีปัญหาหนี้ เกิดจากสาเหตุนี้ แต่ข้อดีคือ กลุ่มนี้แก้ได้ไม่ยาก หากออกแบบแรงจูงใจให้ตรงจริต เช่น งานวิจัยที่สถาบันวิจัยป๋วยไปทำโครงการ “ชำระดีมีโชค” กับ ธกส. ที่เปลี่ยนการจ่ายหนี้ทุก ๆ 1,000 บาทให้ได้สิ่งตอบแทนเป็นการลุ้น “รางวัล” และมีการจับรางวัลสม่ำเสมอ เกษตรกรกว่า 50% ที่เดิมไม่ได้จ่ายหนี้ หรือจ่ายหนี้เพียง 1 ครั้งต่อปี หันมาจ่ายหนี้มากขึ้นและบ่อยขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

    4.ขาดการรับรู้ (awareness) ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่รู้สถานะหนี้ของตนเอง หรือไม่เข้าใจว่ามีทางเลือกแก้หนี้อะไรบ้าง ดังนั้น การสื่อสารนโยบายให้ลูกหนี้ “รับรู้และเข้าใจ” ในวงกว้าง อาจเป็นการแก้ last mile problem ที่ใช้ต้นทุนไม่มาก แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายได้อย่างมีนัยสำคัญ (มีต่อหน้า 2/2)

    (BTimes หน้า 2/2) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ หรือ PIER เปิดเผยต่อไปว่า นโยบายแก้หนี้ที่ดีควรแก้ได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ชั่วคราว หัวใจของนโยบายแก้หนี้ที่ดี คือ ควรมีอย่างน้อย 5 หลักคิดสำคัญ

    1.ต้องช่วยให้ลูกหนี้ช่วยตัวเองได้ ไม่สร้างแรงจูงใจให้ไม่จ่ายหนี้การช่วยเหลือต้องสอดคล้องกับศักยภาพลูกหนี้ เน้นปลดล็อกข้อจำกัด เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ให้เงินที่จ่ายสามารถตัดเงินต้นได้จริง ไม่ใช่ยกหนี้หรือพักหนี้ถ้วนหน้า ยกเว้นกรณีที่ลูกหนี้ไร้ศักยภาพจริง ๆ และควร reward กับลูกหนี้ที่ชำระหนี้ดีด้วย

    2.แก้หนี้ต้องเชื่อมกับรายได้และการสร้างวินัยทางการเงิน หากรายได้ไม่พอ ต่อให้เข้าโครงการก็ชำระตามเงื่อนไขได้ยาก นโยบายแก้หนี้จึงต้องเดินควบคู่กับการสร้างรายได้ และสถาบันการเงินควรต้องมีกลไกกระตุ้นและสร้างวินัยให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการมาชำระหนี้ตามเงื่อนไข ดังนั้น นอกจากออกแบบมาตรการแล้ว ต้องสร้างแรงจูงใจ และสร้าง KPI ให้สถาบันการเงินช่วยลูกหนี้ด้วย หลักฐานจากงานวิจัยของ PIER สะท้อนชัดว่า การแก้หนี้เพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ โดยภายในระยะเวลาเพียง 12–18 เดือน มีลูกหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสีย (pre-emptive restructuring) ราว 20% กลับมาผิดนัดชำระหนี้ซ้ำ ขณะที่ลูกหนี้เสียที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ (troubled debt restructuring) มากกว่า 50% วนกลับไปสู่วังวนของการเป็นหนี้เสียซ้ำอีกครั้ง

    3.แก้หนี้นอกระบบ ต้องเปิดทางเข้าสินเชื่อในระบบ ปัญหาหนี้นอกระบบเกิดจากการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ การแก้อย่างยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบ แต่ต้องทำให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในวงกว้าง

    4.ต้องรวมศูนย์ข้อมูลเครดิตและการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยระบบข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วนครอบคลุมจะช่วยให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ตามศักยภาพลูกหนี้ได้จริง แยกคนที่ควรปล่อยออกจากคนที่ไม่ควรปล่อยเพิ่ม และสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้มีความรับผิดชอบ

    5.ต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสวัสดิการทางสังคมที่ทั่วถึงเพราะหากไม่มีตาข่ายรองรับความเสี่ยง ผู้คนก็จะหันกลับมาพึ่งพิงสินเชื่ออย่างไม่รู้จบ

    https://www.facebook.com/share/1EBZc2YjAH/
     

แชร์หน้านี้

Loading...