หลวงพ่อพริ้งวัดโบสถ์โก่งธนูจันทร์ลอยพ่อท่านคลิ้งถลุงทอง๑๐๐ปี

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768901234519.jpg


    เหรียญพระพุทธชัยมงคลมารวิชัยปี ๒๕๓๓ เนื้อกะไหล่ทอง หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย จ.นครนายก
    เหรียญพระพุทธชัยมงคลมารวิชัย หรือเหรียญ 9 จุด เนื้อกะไหล่ทอง หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาวัดลำบัวลอย เมื่อปี 2533 เหรียญฝังลูกนิมิต ๙ จุด ปริศนาธรรม ๙ จุด และ หัวใจแก้วสามประการ (พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ)
    พระพุทธมนต์ พระคาถานวหรคุณโบราณ และ พระคาถาอิติปิโสธงชัย ที่หลวงปู่สนิท ยสินธฺโร วัดลำบัวลอย ท่านอัญเชิญมาสถิตย์ในวัตถุมงคลที่ท่านทำการปลุกเสกทุกรุ่น จนเกิดปาฎิหารย์มากมายกล่าวขานกันไม่รู้จบมาจนถึงปัจจุบัน
    พระคาถานวหรคุณ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ คือ คุณ 9 ประการของพระพุทธเจ้าจากบทพุทธคุณนั่นเอง หรือที่เรียกกันตามตำราว่า อิติปิโสเก้าห้อง นับตั้งแต่ห้องที่
    ๑.อะระหัง หมายถึง เป็นผู้ดับเพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสโดยสิ้นเชิง บทนี้ใช้ด้านกันไฟทั้งปวง
    ๒.สัมมาสัมพุทโธ หมายถึง เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวพระองค์เอง บทนี้ใช้เป็นตบะเดชะเสริมสร้างสง่าราศี
    ๓.วิชาจะระณะสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้พร้อมด้วยวิชาและจรณะ บทนี้ใช้ด้านโภคทรัพย์โชคลาภ
    ๔.สุคะโต หมายถึง เป็นผู้ดำเนินไปได้ด้วยดี บทนี้ใช้ในด้านการเดินทาง ทั้งทางบก น้ำ อากาศ
    ๕.โลกะวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง บทนี้ใช้ภาวะนาเมื่อเข้าป่าหรือที่มืด
    ๖.อนุตตโร ปุริสะทัมมะสารถี หมายถึง เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้ควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า บทนี้ใช้ทางมหาอำนาจ ตวาดผี
    ๗. สัตถาเทวะมนุษานัง หมายถึง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บทนี้ใช้ทางเมตามหานิยม สมณะ ขุนนางเอ็นดู
    ๘.พุทโธ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน บทนี้ใช้ภาวนาอารมณ์ ทำให้ไม่ตกต่ำอับจน
    ๙.ภะคะวา ติ หมายถึง เป็นผู้จำเริญ จำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์ดังนี้ บทนี้ใช้ในทางป้องกันภยันอันตรายอันจะกระทำแก่เรา ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ อมนุษย์ อสูรกาย สัตว์เดียรฉาน ป้องกันการประทุษร้ายเหล่านั้นได้ทั้งสิ้นแล
    หรือสรุปโดยย่อเป็นองค์ภาวนาคาถานวหรคุณ ก็คือ "อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ" คือเป็นหัวใจพระพุทธคุณ โบราณจารย์ท่านยังถอดเป็นกลบทอันน่าอัศจรรย์ ในธรรมมะของพระพุทธองค์ ดังนี้
    อะสังวิสุโลปุสะพุภะ ภะพุสะปุโลสุวิสังอะ พุสะปุโลสุวิสังอะ สะปุโลสุวิสังอะ ปุโลสุวิสังอะ โลสุวิสังอะ สุวิสังอะ วิสังอะ สังอะ อะ ฯ
    ภาวนาทุกค่ำเช้าเป็นสวัสดิ์มงคล เป็นที่รักแก่คนทั้งหลาย เป็นที่รักแก่เทวดาทั้งหลาย อันตรายใดๆ มิได้เบียดเบียนเลย ผู้ใดภาวนา ๑๐๘ จบ อายุจะยืน
    พระคาถาอิติปิโสธงชัย ยอดแห่งพระคาถา
    อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.
    สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
    ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ
    สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
    โบราณจารย์ท่านถอดเป็นหัวใจได้ว่า อิ สวา สุ หรือ หัวใจแก้วสามประการ หลวงปู่สนิท ยสินธฺโร ท่านไม่เคยทิ้งพระคาถาหัวใจนี้ ท่านได้ใช้เป็นองค์ภาวนา ตลอด และยังเชิญให้สถิตในวัตถุมงคลต่างๆ ของท่าน ไม่ว่า จรเข้โทน ของท่านทุกรุ่น เหรียญ ผ้ายันต์ เต่าหิน อีกหลายรายการ ที่ท่านได้จารหัวใจ พระคาถาสถิตไว้ ให้ปกปักษ์รักษาคุ้มครองศิษย์ท่านทุกๆ คน
    ในงานพุทธาภิเษกของทางวัด หลวงปู่สนิท ท่านได้วางพิธีในการพุทธาภิเษกไว้ โดยนิมนต์พระทั้งวัด มาร่วมสวดพระคาถาอิติปิโสธงชัย ๑๐๘ จบ โดยท่านจะแจกลูกประคำให้พระคุณเจ้าที่มาร่วมพิธี หรือใครไม่มีประคำท่านก็ให้ใช้ก้านธูป นับตามจนครบ ๑๐๘ จบ
    เพราะฉะนั้น พระคาถาสองบทนี้ จึงเป็นพระคาถาอันสำคัญยิ่งของหลวงปู่สนิท ยสินธฺโร ที่ใช้เจริญเมตตาภาวนาจนบังเกิดอภินิหารมากมาย แก่ผู้บูชาวัตถุมงคลของท่าน
    เหรียญรุ่นนี้จึงมีประสบการณ์เป็นเอกอุ สมัยหลวงปู่แจก วัยรุ่นต่างนำเหรียญเก้าจุด ห้อยติดตัวไม่ได้ขาดจนเกิดเรื่อง เมื่อคู่อริมาดักลอบทำร้ายโดยยิงใส่ขณะขับรถจักรยานยนต์ จนวัยรุ่นผู้ขับรถจัรยานยนต์หล่นลงไปในคูน้ำ คู่อริก็ตามมายิงซ้ำ อีกหลายนัด ด้วยบารมีหลวงพ่อสนิท และดวงของวัยรุ่นผู้นั้นยังไม่ถึงฆาต บารมีแห่งพระพุทธองค์จึงคุ้มครองให้รอดจากการถูกยิงอย่างปาฎิหาริย์ คมกระสุนไม่สามารถทำร้ายวัยรุ่นผู้นั้นได้เลย หลังจากคู่อริหนีไปแล้ว วัยรุ่นผู้นั้นจึงได้ค่อยๆคลานขึ้นจากคูน้ำ เป็นที่โจษขานถึงเรื่องราว เหรียญ ๙ จุด กันเป็นอย่างมาก
    (ข้อมูลจากพระอาจารย์ประดิษฐ์ อนุตโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดลำบัวลอย)

    ข้อมูลประวัติ หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย
    หลวงพ่อสนิท นามเดิมของท่านคือ สนิท นามสกุล มีพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2468 ณ บ้านบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ 23 ปี ได้รับฉายาว่า ยะสินธโร
    หลวงปู่สนิทเป็น พระอริยสงฆ์ที่รักสันโดษปกติก่อนสังขารจะร่วงโรยท่านจะออกธุดงค์ เป็นประจำทุกปี ท่านไม่สะสมสิ่งของ วัตถุ หรือทรัพย์สินต่างๆ มีเมตตาสูง ไม่เคยแยกแยะว่าผู้มาหาจะยากดีมีจนอย่างไร ท่านปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกันหมด ท่านมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง ในอดีตท่านรักษาผู้ป่วยที่มาพึ่งบารมีทั้งที่ป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บและที่ ป่วยจากการโดนคุณไสยต่างๆ ท่านที่เคยไปกราบหรือพึ่งบารมีหลวงปู่จะสามารถสัมผัสจิตอัศจรรย์ของหลวงปู่ ได้ด้วยตนเอง ดังเช่นการรู้ล่วงหน้าว่า จะมีใครมาหา มากี่คน มาหาด้วยเรื่องอะไร เป็นต้น นอกจากนี้หลวงปู่ยังรักษาสัจจะวาจาเท่าชีวิตดังนั้นคำพูดทุกคำที่ออกจากปาก ท่านจึงเป็นจริงดังวาจาสิทธิ์ของพระร่วง ท่านพูดอะไรให้ฟังแล้วสิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงเสมอ
    หลวงปู่สนิท มรณภาพเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2542 สิริอายุรวม 74 ปี 51 พรรษา สรีระศพของท่านแต่เดิมเก็บรักษาในโลงแก้ว เนื่องเพราะสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย และเส้นเกศาที่เคยปลงเก็บไว้ก็แปรสภาพเป็นพระธาตุอย่างน่าอัศจรรย์ ที่น่าเสียดายคือในปัจจุบันสรีระของหลวงปู่ได้มีการพระราชทานเพลิงศพไปแล้ว
    พระธาตุปาฏิหาริย์
    ในบรรดาเครื่องรางที่หลวงปู่จัดสร้าง ซึ่งมีทั้ง จระเข้ พญาเต่าเรือน นกสาริกา สะดือหนุมาน และ ฯลฯ ต่างมีอภินิหาร เป็นที่ประจักษ์มากมาย แต่ในที่นี้ผมจะขอเล่าสิ่งที่ได้ประสบมากับตัวเองและพวกพ้องคือเรื่องของพญา เต่าเรือน พญาเต่าเรือนของหลวงปู่สนิท จะแตกต่างจากของที่อื่น กล่าวคือท่านใช้หินแกะเป็นพญาเต่า ซึ่งท่านได้สร้างมาเรื่อยๆ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดห้อยคอจนกระทั่งถึงขนาด3-4 คนยก รุ่นที่ไม่ใช่หินแกะจะมีพญาเต่าเรือนกริ่งขนาดห้อยคอ และพญาเต่าเรือนขนาดบูชารุ่นสุดท้ายที่สร้างจากเนื้อโลหะ
    พญาเต่าเรือนนี้ หลวงปู่จะสร้างอย่างพิถีพิถัน ตามตำนานโบราณ สมัยพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน ปลุกเศกกระทั่งมีชีวิตจริงจึงถือว่าเสร็จพิธี ด้วยพลังจิตอันเข้มแข็งที่อัญเชิญพระพุทธบารมีลงมาประดิษฐานในพญาเต่าเรือน ทำให้เกิดอัศจรรย์แก่ศรัทธาญาติโยมที่นำไปบูชาเป็นอันมาก เช่นการทำมาค้าขายมีสภาพคล่อง มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และปาฏิหาริย์ที่ข้าพเจ้าและอีกหลายๆ คนได้ประจักษ์และเกิดปิติก็คือ การมีพระธาตุเสด็จมาเกาะที่กระดองพญาเต่าเรือน และการที่พญาเต่าเรือนหันเปลี่ยนทิศทางได้เองเป็นประจำ ในเรื่องของพระธาตุปาฏิหาริย์นอกจากจะเกิดที่พญาเต่าเรือนแล้ว ยังเกิดกับวัตถุมงคลที่ท่านสร้างอย่างอื่นๆ ด้วย เช่นที่ จระเข้จันทร์เพ็ญ และพระบูชาปางเปิดโลก เป็นต้น
    จระเข้โทน หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย รุ่นแรก(ขาติด) ปี 2509 เนื้อตะกั่วหล่อ ใต้ท้องตอกยันต์ ***"อิสวาสุ นะมะพะทะ"*** หายากสุดๆ * โดยหลวงพ่อหล่อเองที่วัดมิได้สร้างมาจากที่อื่น เจตนาเพื่อ บูชาคุณอาจารย์เส็ง ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจระเข้โทนมาให้ และเพื่อแจกทหาร ตำรวจ คาถาบูชาชนิดย่อๆ ***" อิ สวา สุ "*** ภาวนา 3 คาบ 7 คาบ หรือ แบบฉบับเต็มก็ว่า ***"พุ ทธังสะระณังเมสิทธิ ธัมมังสะระณังเมสิทธิ สังฆังสะระณังเมสิทธิ พุทธังเอหิมาเรโส พุทธังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ ธัมมังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ สังฆังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ" *** ดีนักปกป้องคุ้มครอง แคล้วคลาด ภูตผีปีศาจเกรงกลัว ป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน ถอดถอนเสน่ห์ยาแฝดต่างๆ จระเข้โทน จะใส่กระเป้าเสื้อกางเกง ผูกติดเอง คล้องคอ รอดราวผ้า ไต้ถุนไม่ถืออะไรทั้งสิ้น * เว้นแต่จะเป็นผู้คิดคดต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จระเข้ไม่คุ้มครอง จะแพ้ภัยตัวเอง *
    ประวัติการสร้างจระเข้โทน "การสร้างเครื่องรางประเภทจระเข้โทนนั้นเกิดขึ้นจากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตวย์เสวยพระชาติ 500 ชาตินั้น
    มีอยู่ชาติหนึ่งพระองค์เสวยชาติเป็นพญากุมภีร์ เป็นเจ้าแห่งสัตว์น้ำทั้งหลาย มีบริวารเป็นจระเข้อีก 500 ตัว เรียกได้ว่าใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวบารมีของพญากุมภีร์เป็นอันมากฝ
    จากความเชื่อนี้ทำให้ครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายจึงนิยมสร้างจระเข้ โทนเป็นเครื่องรางให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาติดตัวกัน เพื่อปกป้องคุ้มครองตนและปกป้องเรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้บังเกิดเป็นแคล้วคลาด
    ในจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้างจระเข้โทนได้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูงนั้น ต้องยกให้พระครูเวทย์วินิฐหรือลพ.สนิท วัดลำบัวลอย เป็นหนึ่งในนั้น โดยการสร้างจระเข้โทนนั้นท่านศึกษาเล่าเรียนมาจากหลวงลุงเส็ง มีศักดิ์เป็นลุงจริง ๆ ของท่าน ตัวหลวงลุงเส็งนี้ได้ศึกษาวิชามาจากที่ใดไม่ได้กล่าวถึง (เข้าใจว่ามาจากทางเขมร) แต่ท่านพยายามคะยั้นคะยอให้ลพ.สนิทตั้งใจเรียนวิชานี้จากท่าน
    เพราะท่านทราบว่าต่อไปลพ.สนิท จะต้องเป็นผู้รับมรดกชิ้นนี้จากท่านไป ซึ่งหลังจากหลวงลุงเส็งถ่ายทอดวิชานี้ให้ลพ.สนิทได้ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาไปครองเรือน และถึงแก่กรรมในกาลต่อมาเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้โทนของหลวงลุงเส็ง นั้น
    ครั้งหนึ่งลพ.สนิทท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแรก ๆ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน หลวงลุงเส็งจึงพาท่านไปที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และหยิบจระเข้ออกจากย่าม 4 ตัวเป็นเนื้อไม้ทองหลาง 2 ตัว เนื้อหินแกะ 1 ตัว และเนื้อไม้คูณอีก 1 ตัว
    จากนั้นก็บริกรรมคาถาสักพักแล้วโยนลงแม่น้ำทั้ง 4 ตัว สักพักเห็นจระเข้เป็น ๆ ตัวใหญ่มาก 4 ตัวลอยขี้นมาบนผิวน้ำ น่าเกรงขามมาก เพราะทุกตัวขยับเขยื้อนมีชีวิตจริง ๆ สักพักหลวงลุงเส็งท่านก็เอามีอตบไปที่น้ำริมตลิ่งเบา ๆ สักพัก จระเข้เหล่านั้นก็คลานมาใกล้ ๆ แล้วก็กลับร่างเป็นจระเข้โทนจิ๋ว แต่คราวนั้นที่ว่ายกลับเข้ามาจริง ๆ มีเพียง 3 ตัวหายไป 1 ตัว มองไปมองมาก็หาไม่เจอ เลยเป็นอันว่าหายไป 1 ตัวจากนั้นมา ด้วยอาคมนี้ลพ.สนิทท่านบอกว่าจระเข้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วันและจะกลับเป็นร่างเดิม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญ ๙ จุดพิมพ์เล็กสภาพสนิมเขียวขึ้น

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260120_163138.jpg IMG_20260120_163207.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768902847248.jpg

    พระสังกัจจายน์ ผงน้ำมัน วัดพระพุทธบาท สระบุรี ปี ๒๕๒๐ หลวงพ่อกวย, หลวงปู่โต๊ะรวมปลุกเสก

    พระธรรมรัตนากร (หลวงพ่อใหญ่) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ในขณะนั้น ได้เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการจัดสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อแจกแก่ผู้ที่เข้ามาแสดงมุทิตาจิตและประชาชนที่มานมัสการรอยพระพุทธบาท ในราคาองค์ละสิบบาท(ยุคนั้น) .. พระรุ่นนี้มีอยู่หลายพิมพ์ด้วยกัน เมื่อทำการกดพิมพ์พระเป็นจำนวนพอแก่ความต้องการแล้วได้จัดพิธีพุทธาภิเศกที่ศาลาหอเย็นใกล้รอยพระพุทธบาท ในปีพ.ศ.๒๕๒๐ .. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสนมหาเถร) พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กทม. ทรงเป็นองค์ประธาน .. พิธีใหญ่มาก พระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมในพิธีเท่าที่ทราบ อาทิ .. หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี .. หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม .. หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู .. หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง .. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง .. หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ .. พระราชอุทัยกวี (หลวงพ่อพุธ) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี .. หลวงปู่นาค วัดหนองโปร่ง .. หลวงพ่อสุวรรณ วัดเขาบ่มกล้วย และคณาจารย์ดังๆในยุคสมัยนั้นอีกหลายท่านร่วมปลุกเสก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เนื้อพระจะลานหน่อยแต่ไม่แตกหักนะครับ

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    (ปิดรายการ)

    IMG_20260120_170051.jpg IMG_20260120_170114.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มกราคม 2026 at 21:03
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768918390264.jpg

    หลวงปู่พรหมา วัดน้ำพุ อุทัยธานี

    หลวงปู่พรหมา สมัยเป็นพระหนุ่มชอบเดินธุดงษ์ เจอเสือลายพาดกลอน ช้างทั้งโขลง ผีป่า ผีสางนางไม้ นับไม่ถ้วน ท่านผ่านมาได้เพราะ ยึดมั่นพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้งครูบาอาจารย์ไม่ทิ้งท่าน ประสบการณ์พระของหลวงปู่ไม่ต้องคุยมาก ทั่วเมืองใช้พระของท่านทั้งนั้น แม้แต่ หลวงปู่เชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ยังออกปากชมท่านว่า “ ท่านพรหมองค์นี้ไม่ธรรมดา ตายแล้วเกิดใหม่ก็หาพระอย่างนี้ยาก ” ปี 2548 หลวงปู่เสกพระจนโบสถ์ลั่นน้ำมนต์หมุน รูปหล่อบูชารุ่นแรกกระพริบตาได้ น้ำมนต์เทไม่ออก แม้แต่ ป้ายงานฝังลูกนิมิตปืนก็ยิงไม่ออก เมื่อครั้งหลวงพ่อผล วัดดักคะนน อยู่ ท่านยังพูดกับหลวงปู่พรหมาว่า “ พระไหว้พระก็พอไม่ต้องกราบกันหรอก ”
    หลวงปู่จารย์ฟันให้ พูดกับใครก็เดินตาม ใช้ตะกรุดท่านดอกเดียว รถเบ็นต์ชนยับทั้งคันไม่เป็นไรเลย

    หลวงปู่พรหมา
    "พระครูอุปกิตวรานุรักษ์" วัดน้ำพุพรหมจริยาวาส พระเถระชื่อดังของ จ.อุทัยธานี ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ที่มุ่งมั่นศึกษาทั้งด้านพระปริยัติธรรมและปฏิบัติ

    ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดน้ำพุพรหมจริยาวาส ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ได้รับการยกย่องจากชาวเมืองอุทัยธานีว่า เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่ง

    ประวัติหลวงปู่พรหมา สุวโจ"พระครูอุปกิตวรานุรักษ์" วัดน้ำพุพรหมจริยาวาส
    อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า บุญมา ขำมา เกิดวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2464 ที่บ้านวังหิน ต.วังหิน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เป็นบุตรของนายบุญและนางตา ขำมา ครอบครัวประกอบอาชีพกสิ กรรม

    ในช่วงวัยเยาว์ เรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านวังน้ำขาว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ก่อนลาออกมาช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาทำไร่

    กระทั่งอายุ 24 ปี เกิดความเบื่อหน่ายทางโลก ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2488 ณ พัทธสีมาวัดหัวเมือง ต.อุทัยเก่า อ.หนอง ฉาง จ.อุทัยธานี มีพระครูอุปการโกวิท (หลวงพ่อแอ๋ว) เจ้าอาวาสวัดหัวเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระใบฎีกาพัง วัดแจ้ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระเชื้อ วัดหัวเมือง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวโจ หมายความว่า ผู้ว่านอนสอนง่าย

    ภายหลังอุปสมบทได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเขาวงษ์พรหมจรรย์ ต.วังหิน อ. บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับพระครูอุปการโกวิท (หลวงพ่อแอ๋ว)

    พ.ศ.2488 ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองกระทุ่ม ต.เขากวางทอง อ.หนอง ฉาง จ.อุทัยธานี

    พ.ศ.2489 สอบได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนวัดหัวเมือง พ.ศ.2490 สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดเขาวงษ์พรหมจรรย์

    ในช่วงที่หลวงปู่พรหมา ท่านมาอยู่จำพรรษาที่วัดหนองกระทุ่ม ได้ศึกษาเล่าเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อแอ๋ว วัดหัวเมือง อีกทั้งได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พระพรหมา สุวโจ"

    ผลงานด้านการศึกษา พ.ศ.2520 เป็นกรรมการคุมสอบธรรมสนามหลวง สนามสอบวัดหนองขุนชาติ

    พ.ศ.2531 เป็นกรรมการคุมสอบพระนวกภูมิ สนามสอบวัดหนองขุนชาติ

    ผลงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านเป็นผู้อบรมศีลธรรม-เทศนา ในวันธรรมสวนะและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันอัฏฐมีบูชา อบรมศีลธรรม-จริยธรรม ให้แก่นักเรียนและผู้มารักษาศีลฟังธรรมที่วัดตลอดพรรษาทุกปี

    งานสาธารณูปการ ท่านสร้างหอระฆัง 2 หลัง สร้างอุโบสถ บูรณะเมรุ ซุ้มประตูทางเข้าวัด และกำแพงทางด้านทิศใต้ เทคอนกรีตรอบศาลาการ เปรียญ, สร้างกุฏิสงฆ์ ทำถนนคอนกรีต

    ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2534 หลวงปู่พรหมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนาม พระครูอุปกิตวรานุรักษ์

    พ.ศ.2550 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

    หลวงปู่พรหมา เป็นเถระรูปหนึ่งที่มุ่งมั่นศึกษาทั้งด้านพระปริยัติธรรมและปฏิบัติ จิตใจโอบอ้อมอารี ให้การสงเคราะห์ญาติโยมที่เดือดร้อนมาโดยตลอด

    หลวงปู่พรหมา นอกจากเป็นพระปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสศรัทธารูปหนึ่งแล้ว ท่านยังได้ร่ำเรียนพุทธาคม มีจิตแก่กล้า เป็นศิษย์สายตรงของหลวงพ่อแอ๋ว พระเกจิดังแห่งเมืองอุทัยธานี และท่านยังได้เป็นผู้สืบตำราแห่งบรรพชน หลวงปู่แสง วัดมณีชลขัณฑ์, หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกด้วย

    หลวงปู่พรหมาท่านจึงได้รับการนิมนต์ให้ร่วมพิธีปลุกเสกในงานพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียงเป็นประจำ

    ด้านวัตถุมงคลหลวงปู่พรหมา วัดน้ำพุพรหมจริยาวาสมีหลายรุ่น อาทิ ตะกรุดโทน, ตะกรุดคลังพระอินทร์, พระผงพิมพ์พญา, พระผงพุทธคุณ, เหรียญเสมา, เหรียญโล่, ฤาษีพรหมบรมครู, ตะกรุดนารายณ์เปิดโลก, เหรียญเสมา 3 กษัตริย์, พญาเต่าเรียกทรัพย์ เป็นต้น

    ย่างเข้าสู่วัยชรา หลวงปู่พรหมา อาพาธด้วยโรคชรา ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ เมื่อเที่ยงคืนวันที่ 23 พฤศจิกายน 2551 ท่านมีอาการหมดสติแน่นิ่ง คณะศิษย์ได้นำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลอุทัยธานี แต่อาการไม่ดีขึ้น วันที่ 10 ธันวาคม 2551 เวลา 01.20 น. หลวงปู่พรหมา สุวโจ ได้มรณภาพลงอย่างสงบ ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด สิริอายุ 87 ปี พรรษา 63


    ปัจจุบัน สังขารของหลวงปู่พรหมา นอนสงบนิ่งภายในโลงแก้ว ณ ศาลาการเปรียญวัดน้ำพุพรหมจริยาวาส ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี กำหนดสวดพระอภิธรรม 100 วัน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธา ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ ได้กราบไหว้สักการะ

    คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6 สุธน พันธุเมฆ
    ที่มา...ข่าวสด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนเนื้อผงผสมเกศา หลวงปู่พรหมมา

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260120_205715.jpg IMG_20260120_205738.jpg IMG_20260120_205758.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1524116463070.jpg

    ที่ผมบอกมีประสบการณ์กับหลวงปู่มากมาย คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ผมได้มีโอกาสไปหาท่าน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยตอนปี2528 สมัยที่ยังอยู่ที่เมืองไทย ได้เคยกินข้าวก้นบาตรของหลวงปู่เกือบครึ่งบาตร สมัยเด็กๆเวลาไม่มีเงิน นึกอษิฐานขอจากท่าน ก้อจะได้โชคลาภ ทางลอตเตอรี่อยู่เสมอ เคยโดนปล้น โจรเอาปืนจ่อยิง กระสุนด้าน สายสินธ์ุที่เอาไปโยงในงานบุญวันเกิดหลวงปู่ เอากลับมาแจกคนที่รู้จัก ก้อมีเรื่องที่เหลือเชื่อเกิดขึ้นมากมาย จากคนที่ได้สายสิญจน์ไป ตอนมาอยู่ต่างประเทศ มีอุบัติเหตุทางรถยนต์ รถพังทั้งคน ตำรวจที่นี้แปลกใจมากที่รอดได้ ในคอผมมหลวงปู่เกษมเพียงองค์เดียวครับ ก้อเพียงอยากจะบอกกับทุกคนว่าหลวงปู่เกษม ท่านเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ขอเพียงแต่ให้มีพระของท่านไว้คุ้มครองตัว รุ่นไหนก้อได้ เพียงให้ท่านได้อษิฐานจิตไว้ก้อพอ และที่สำคัญค้องปฐิบัติตัวเป็นคนดีด้วยนะครับ

    เรื่องที่จะเล่าให้ฟังวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสายสิญจน์ของหลวงปู่ ผมได้ให้สายสิญจน์กับหลานสาว ผูกข้อมือไว้ ตอนที่เขาเคยป่วยหนักมาก อายุ7ปี เขาเห็นพระมายืนข้างเตียงเขา แล้วก้มลงเป่าลมที่หัวเขา ตื่นเช้าแม่เขาแปลกใจมากที่อาการป่วยของเขาหายไป เลยถามเขา เขาก้อเล่าให้แม่เขาฟัง แม่เขาพามาหาผม ผมถาม จําพระรูปนั้นได้ไหม เขาบอกว่าจำได้ พอให้ดูรูปในห้องพระ เขาชี้ที่รูปหลวงปู่เกษม เด็กคนนี้ตอนนี้มีอาชีพเป็นพยาบาลในสหรัฐอเมริกา เรื่องที่สอง หลายชายผมเกเรมาก ให้พระห้อยคอ ก้อไม่ยอม เลยให้สายสิญจน์ไปผูกข้อมือแทน เป็นไปอย่างที่ผมคิด ไปมีเรื่องกับกลุ่มนักเลงต่างถิ่น โดนมีดรุมแทงไปทั้งตัว แต่ไม่เป็นอาไรเลย มีเพื่อนเขาเสียชีวิตด้วย ตอนหลังเขากลับตัวเป็นคนดีเลิกเกเร ทั้งสองเรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปี2530 อ้อ ไม่ต้องมาถามว่า ผมมีพระหลวงพ่อเยอะมั้ย บอกได้เลย ว่าไม่มี พระที่ผมเคยเช่ามาตอนผมอยู่ที่ไทย ผมแจกไปหมดแล้ว ก่อนที่ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ตอนปี2533 เพราะเวลาไปต่างประเทศค่อนข้างลำบากใจเวลาผ่านด่าน ผมมีแค่องค์เดียวครับ ส่วนรูปที่ส่งไปถาม เพิ่งจะเช่าให้กับเพื่อนบางคนที่เขาศรัทธา อยากมีพระหลวงปู่ไว้คุ้มครองตัวหน่ะครับ เหมือนเดิมครับ มีพระหลวงปู่คุ้มครอง ต้องปฏิบัติตัวเป็นคนดีด้วยนะครับ

    ที่มา เว็บพลังจิต เรื่องเล่าจาก คุณปรีชา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือน ๗ รอบ และสายสิญจน์ในซองเดิมๆครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260120_205305.jpg IMG_20260120_205325.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มกราคม 2026 at 08:09
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768929028034.jpg

    เอาไปบูชาแขวนก่อนนิทรา

    "เสกจนน้ำมนต์จนหมุน"

    หลวงพ่อจ้อย จันทสุวัณโณ วัดศรีอุทุมพร จ.นครสวรรค์

    ยอดพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงกิตติคุณเรืองวิทยาอา
    คม จนได้รับการยกย่องดุจดั่ง

    "เทพเจ้าแห่งเมืองปากน้ำโพ"

    ท่านเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชาอาคมมาจากยอดเกจิชื่อดังมากมายอาทิ เช่น

    หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ได้วิชาทำตะกรุด ยันต์ตรีนิสิงเห การทำน้ำมนต์

    หลวงพ่อฉาบ วัดคลองจันทร์

    หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม

    และที่สำคัญท่านยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ได้สำเร็จวิชาทำมีดหมอ

    หลวงพ่อจ้อยได้สร้างวัตถุมงคลจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วมีอาทิ รูปหล่อ รูปถ่าย เหรียญ พระกริ่ง พระผง พระสมเด็จ พระพรหม ฤาษี พระรอด พญาครุฑ ตะกรุด ผ้ายันต์และมีดหมอที่ดังมาก และที่เลื่องลือกันไปทั่วก็คือ

    ท่านมีความเชี่ยวชาญกสิณสามารถเสกน้ำมนต์หมุนอันศักดิ์สิทธิ์ปัดเป่าสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้าย เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดี และเป็นมงคลยิ่งนัก

    ในช่วงเวลาที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ลูกศิษย์ต่างๆมักเดินทางมาให้หลวงพ่อทำพิธีอาบน้ำมนต์ให้หรือนำน้ำมนต์จากโอ่งใบใหญ่ที่หลวงพ่อได้เสกไว้ กลับไปที่บ้านกันเป็นจำนวนมาก

    ภาพหลวงพ่อใช้พลังสมาธิจิตเสกน้ำมนต์โดยใช้นิ้วชี้ไปที่น้ำจนน้ำเกิดหมุนวนเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก

    ประวัติ หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร
    หลวงพ่อจ้อย นามเดิม จ้อย (ภาษาลาวกะลา แปลว่า ผอม) ฉายา จนฺทสุวณฺโณ นามสกุล ปานสีเทา วัดศรีอุทุมพร หมู่ที่ ๙ ตำบลหนองกรด อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์
    ชาติภูมิ
    ตำบลพรวงสองนาง อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี
    ชาติกาล
    วันอังคารที่ ๘ เมษายน ๒๔๕๖ (ตรงกับวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๕ ปีฉลู) เห็นบุตรคนที่สอง ของนายแหยม นางบุญ ปานสีทา มีพี่น้องด้วยกัน ๖ คน เป็นชาย ๓ คน หญิง ๓ คน คือ
    ๑.นางทองดี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
    ๒.พระครูจ้อย หรือ หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ
    ๓.พระภิกษุสิงห์ (มรณภาพแล้ว)
    ๔.นางแต๋ว (ถึงแก่กรรมแล้ว)
    ๕.นางหนู เหล่าเขตกิจ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
    ๖.พระภิกษุสุเทพ (มรณภาพแล้ว)

    อุปสมบท

    เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๔๗๖ ที่วัดดอนหวาย ตำบลพรวงสองนาง อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี โดยมีพระปลัดตุ้ยเป้นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญธรรมเป็น พระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์บุญตา เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    วิทยฐานะ

    ๑. พ.ศ. ๒๔๗o จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดดอนหวาย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี
    ๒. พ.ศ. ๒๔๘o สอบนักธรรมชั้นตรีได้
    ๓. พ.ศ. ๒๔๘๑ สอบนักธรรมชั้นโทได้
    ๔. การศึกษาพิเศษ หลักสูตรพระอภิธรรม และ วิปัสสนากรรมฐาน จากวัดระฆังโฆษิตาราม และ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร
    ๕. มีความรู้ความชำนาญในการเผยแพรีธรรมแก่พุธบริษัท และพระสงฆ์ที่ไปอยู่ปริวาสเป็นอย่างดี
    ๖. มีความรู้ความชำนาญในการก่อสร้างทุกชนิด

    เมื่อหลวงพ่อจ้อย อุปสมบทแล้วได้อยู่จำพรรษาเพื่อศึกษา พระปริยัติธรรมที่วัดดอนม่วง ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ จำพรรษาอยู่ ๕ พรรษา แล้วไปศึกษาพระอภิธรรม และปวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กับพระอาจารย์เจชินซึ่งมาจากประเทศพม่า และยังไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน กับท่านเจ้าคุณภาวนาภิราม (สุกปวโร) และหลวงปู่นาค ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยมีหลวงพ่อพิมพา วัดหนองตางู ก็ไปศึกษาที่นั่นด้วย ใช้เวลาศึกษาอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตารามรวมหลายปี จึได้กลับมาจำพรรษาและพัฒนาวัดศรีอุทุมพร

    หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อจ้อย นิยมการออกธุดงค์รุกมูล (อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร) ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก ทดสอบความทดทน เพื่อเผาผลาญกิเลสตัณหา อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง และเพื่อศึกษาสัจจธรรมอันเป็นหนทาง แห่งความหลุดพ้น ตลอดจน วิชาอาคมจากครูบาอาจารย์ ต่างๆ ที่เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงโด่งดัง หลวงพ่อจ้อย ได้ขึ้นไปตั่งต้นเดินธุดงค์ที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ลงมาจนถึงจังหวัดนครปฐม และศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบกับหลวงพ่อฉาบวัดคลองจัน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครปฐม ได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ต่างๆ แก่กัน และหลวงพ่อยังได้มีโอกาศไปศึกษาวิชาอาคม กับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ ชื่อดังในสมัยนั้น จากนันได้ศึกษาอักขระขอมลาวจนมีความรู้แตกฉานเป็นอย่างดี

    ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕o หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ เกิดอาการอาพาธอย่าง ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ที่ร้านข้าวสาร " บุญมาพานิช" ซึ่งเป็นร้านของหลานสาวของ หลวงพ่อจ้อย พระใบฏีกาสมศักดิ์ ปญฺญาธโร รองเจ้าอาวาส วัดศรีอุทุมพร พร้อมด้วยลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ได้นำพาหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ โดยมีรถจากโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์มารับ อาจากในระหว่างเข้ารับการรักษานั้น มีแต่ทรงกับทรุดหรือ บางครั้งดูเหมือนว่าจะดีขึ้น ลูกหลานและศิษยานุศิษย์เกิดความสงสารเห็น ท่านอยากจะกลับวัด

    ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕o ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ จึงได้ขออนุญาตนายแพทย์ผู้รักษา นำหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ กลับวัดศรีอุทุมพรโดยมีรถจากโรงพยาบาลมาส่ง ถึงอาคารอเนกประสงค์วัดศรีอุทุมพร

    ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕o ในเช้าวันนี้เองหลวงพ่อจ้อย ให้สัญญาณว่า จะให้พาไปจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อไปพักผ่อนที่บ้านศิษยานุศิษย์ ผู้หนึ่ง แต่เมื่อถึงที่นั่นปรากฏว่าอาการยิ่งทรุดลงมาก ลูกหลานศิษยานุศิษย์ เลยต้องนำ หลวงพ่อจ้อย เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปลาโลวชิรปราการ ระหว่างการรักษาที่แห่งนี้ อาการก็มีทั้งดีขึ้นบ้าง ทรุดลงบ้างสลับกันอยู่อย่างนี้จนกระทั่งนายแพทย์ผู้ให้การรักษาให้ความเห้นกับลูกหลานและ ศิษยานุศิษย์ว่า ควรย้ายหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล สะพานควาย กทม.

    ๑๓ มีนาคม ๒๕๕o หลวงพ่อจ้อย ได้รับการดูแลจากคณะแพทย์ แห่งนี้ด้วยดีตลอดมา อาการน่าเป็นห่วงและต่อจากนั้นในความเห้นของแพทย์ ลูกหลาน และศิษยานุศิษย์ ตกลงจะพา หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ กลับวัด ตามความประสงค์ของ หลวงพ่อจ้อย "ซึ่งจะเหมือนคนชราทั่วไปที่กล่าวว่าถ้าจะตายขอให้ไปตายที่บ้านดีกว่า" ในเวลาเช้าวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕o แพทย์ได้นำพา หลวงพ่อจ้ยอ จนฺทสุวณฺโณ กลับวัดศรีอุทุมพร โดยรถฉุกเฉินของโรงพยาบาล

    เวลาประมาณ ๑๑.o๙ น. รถฉุกเฉินของโรงพยาบาลคันนั้นได้นำหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ถึง วัดศรีอุทุมพร เครื่องช่วยกระตุ้นส่วนต่างๆ หยุดทำงานทันที ท้องฟ้าสีอันงดงามเป้นที่แปลกตาแปลกใจของผู้คนจำนวนมากที่ทราบข่าวแล้วมารอรับอยู่ที่วัด

    หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ได้จากลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ และประชาชนที่เคารพนับถือ ไป ณ. วันเวลานั้นอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว

    "ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง

    คงแต่บาปบุญยัง เที่ยงแท้

    คือเงาติดตัวตรัง ตรึงแน่นอยู่นา

    ตามแต่บาปบุญแล้ว ก่อเกื้อ รักษา"
    ขอบคุณที่มา

    www.itti-patihan.com

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    1768928730024.jpg

    เหรียญหลับได้เงินหมื่นตื่นได้เงินล้านรุ่นสุดท้ายหลวงพ่อจ้อย ก่อนท่านมรณภาพ
    เหรียญรุ่นนี้ เป็นรุ่นเดียวกับเนื้อผงพระนอน ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่ท่านปลุกเสก ท่านเป็นคนไปเลือกบล็อกด้วยตัวเอง สำหรับเนื้อผงนั้น สีดำราคาแตะหมื่นแล้ว แต่เหรียณรุ่นนี้ ราคายังเบาอยู่ ปลุกเสกพิธีเดียวกัน

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260121_001120.jpg IMG_20260121_001153.jpg IMG_20260121_001219.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768968633774.jpg 1768968775669.jpg 1768968879784.jpg

    M16..

    ครั้งหนึ่งราวปลายปี พ.ศ.2532.
    มีเหล่าทหารกล้า นั่งฮอนรี่คอบเตอร์ ของกองทัพบก หน่วยสงครามพิเศษ หมวกแดง ลพบุรี ลงมากราบไหว้ หลวงพ่อพระครูวิชัยวรคุณ (ป่วน ฐานฑโต) วัดโพธิ์งาม ด้วยครั้งหนึ่งเคยก่อนหน้านี้ เคยมากราบกันเป็นการส่วนตัว แล้วเกิดความศรัทธา ...
    ผู้แนะนำมาคือ ทหารยศตอนนั้นคือ จ่าสิบเอกพิเศษ เป็นคนพื้นที่ ปัญจุบันท่าน เกสียฐอายุ (นามผู้พันขำ แก้วเอี่ยม)..มาขอวัตถุมงคลไปแจกเหล่าทหารกล้าที่จะไปรบ
    ....
    คือครั้งนั้นประเทศไทยเรา ได้รับการของร้องให้ช่วยเหลือ สงครามที่ซูดาน แถบตะวันออกกลาง.
    ด้วยความสามารถของทหารไทย หน่วยรบพิเศษ จากศูนย์หน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี
    จึงถูกครั้งเลือก กำลังไป50 นาย ...
    ...
    ..การสงครามเข้มข้นมาก ต่างฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายต่อต้านบาดเจ็บและ เสียกำลังพลพอสมควร.
    แต่ฝ่ายทหารไทยที่ไปช่วยรบ กับพบผู้เสียชีวิตแค่ คนหรือสองคนเท่านั้น ..แต่ก็บาดเจ็บหลายราย.
    แต่ทการไทย ที่ไปจากหน่วยสงครามพิเศษ ลพบุรี
    กับบาดเจ็บไม่หนัก บางคนไม่เป็นอะไรเลย แต่อ่อนล้า ด้วยอากาศและสภาพร่างกาย....หนึ่งเดือนเต็ม
    ..
    ทหารจากหน่วยสงครามพิเศษ ได้รับวัตถุมงคล
    จากนายทหารที่ให้เป็นขวัญและกำลังใจ คือ พระหล่อรูปเหมือน หลวงพ่อป่วน วัดโพธิ์งาม ชัยนาท
    ทุกนาย สมัยยุทธโธปกรณ์ ก็ยังใช่กันแค่ ปืนเล็กน้ำหนักเบา M16 หนักนิดมาก็เฮทเค ทั้งหมดก็ยิ่งกันด้วยกระสุนเจาะเกราะทั้งนั้น....แต่ครั้งนั้นทการไทย
    โดนยิงทะลุเกาะแต่ไม่เข้าเนื้อ คนที่โดนก็คิดว่าคงไม่รอด พอเปิดดูก็พบว่า..กระสุนเจาะเกราะจากกระสุนM16 ไม่สามารถทำไรได้ ทำได้แต่เจ็บฉ้ำจุกเท่านั้น....พบสิ้นภาระกิจ ทหารที่มี วัตถุมงคลของหลวงพ่อป่วน..ทุกคนมีชีวิตมาเมืองไทยทุกคน
    ..
    ...ภายหลังจากนั้นมา พระหล่อรูปเหมือนรุ่นแรก
    ของหลวงพ่อ จึงมีฉายาว่า รุ่นM16 ตามที่ชาวบ้านเรียกกันครับ....
    ...
    พระหล่อรูปเหมือนรุ่นนี้ สร้างมาสองเนื้อ เดิมที่หลวงพ่อให้สร้างเนื้อทองเหลือง3000องค์ โรงหล่อที่พยุหะ หล่อแล้วได้600 องค์ จึงมาให้หลวงพ่อดู
    หลวงพ่อบอกหน้าไม่เหมือนกู โรงหล่อจึงแนะนำ
    ว่าตอนนี้มีเนื้ออัลปาก้า มาใหม่ หลวงพ่อจะเอาไม
    จึงทำมาให้หลวงพ่อดูสิบองค์ หลวงพ่อพอใจ
    แต่ร้านบอกต้องเพิ่มทุนครับ..ด้วยทางวัดสมัยนั้นไม่มีตัง เงินก็บูรณะโบสถ์ไม่หมดแล้ว...หลวงพ่อเลยบอกว่าเอาเท่าที่ทำได้ ตามเงินที่มีตอนนั้น.
    ..จึงทำเนื้ออัลปาก้าได้ 1500 องค์ และที่หล่อทองผสมมวลสารแรก ได้600องค์....ครับ
    ...แต่ทั้งสองเนื้อพุทธาภิเศก..วาระเดียวกันทั้งหมดครับ..ดิถีฤกษ์ วันแข็งวันดีปี 2532 ครับ..
    หากผมจำความไม่ผิด..น่าช่วงเดือนพฤษภาคม ปี2532ครับ......

    ...เรื่องราวที่มา M16..
    ..
    ข้อมูลผิดถูกผิดพลาดไปบ้างอย่างไร ขอภัยนะครับ.
    ...Champ. Chatchai Intano...

    ภาพเจิม พระหล่อรูปเหมือน ขนาดเท่าองค์จริง
    หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม(วัดบ้านแค)..ผมว่าหลายคนไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้ พระองค์ที่กำลังเจิม คือหลวงพ่อป่วน วัดโพธิ์งาม องค์ที่ถือบาตรน้ำมนต์ หลังปะน้ำพุทธมนต์เสร็จ คือ หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ..
    ..
    งงกันละสิ ภาพถ่ายนี้ ถ่ายในพิธีนี้ปี 2523. หลังจากหลวงพ่อกวย ละสังขารได้ครบปี ..จึงได้มีการเบิกเนตร และนิมนต์ พระเถระเกจิ ที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักของหลวงพ่อกวย และเป็นพระเกจิ ที่ไปมาหาสู่กัน นับถือกัน ครั้งนั้น มีหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่มอีกองค์...เหตุที่หลวงพ่อจวนไม่ได้ขึ้นมา คือสวดชะยันโตให้อยู่ และหลวงพ่อป่วนกับหลวงพ่อเชื้อ มีพรรษาแก่กว่า ถึงจะมียศศักดิ์พระครูเหมือนกันก็ตาม.
    ..
    ภาพนี้ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ อีกภาพหนึ่ง ผมเองสมัยเมื่อ10กว่าปีที่แล้ว คนที่เล่าให้ผมฟังคือ ลุงเกาะ ข้องหลิม แกคือผู้ที่ติดตามหลวงพ่อป่วน ในสมัยนั้น.
    แก่เสียไปเมื่อ สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมกลับไปอยู่.

    แก่เล่าให้สมัยก่อน หากมีกิจสำคัญ หลวงพ่อกวยจะไปไหนหลายวัน หรือมีช่วงที่หลวงพ่อไม่สบาย ช่วงปี 20-21 หลวงพ่อกวย จะเอากุญแจ กุฎิท่าน มาฝากกับหลวงพ่อป่วน เพราะไว้ใจหลวงพ่อป่วน หลวงพ่อกวยเรียกหลวงพ่อป่วนว่า พระครู แต่หลวงพ่อป่วนเรียกหลวงพ่อกวย ว่าหลวงพี่ หลวงพ่อกวยเป็นพระอธิการ ส่วนหลวงพ่อป่วน เป็นเจ้าคณะตำบลสมัยนั้น
    ..
    หลวงพ่อกวยกราบหลวงพ่อป่วนเวลาไปงาน แต่หลวงพ่อป่วนก็กราบหลวงพ่อกวยตอบ..เคารพกันเสมอมา..
    .
    ส่วนที่ผมบอกว่าหลวงพ่อเชื้อถือบาตรน้ำมนต์ ผมพิจารณามาพอสมควร จึงกล่าวได้เต็มปาก..ทรงหน้า หูตา ใฝ่ จมูก ชัดเจน เป็นหลวงพ่อเชื้อแน่ๆ หลวงพ่อเชื้อ กับหลวงพ่อป่วน มีลักษณะสูงโปร่ง พอๆกัน ตรงชัดเจนครับ..
    ..
    หลวงพ่อป่วนก็รู้จักหลวงพ่อเชื้อดี อาจเป็นศิษย์สำนักเดียวกันด้วย ดูจากรอยสัก แขนขวา เหมือนกัน พ่อกวย พ่อเชื้อ พ่อป่วน แต่ด้วยความเป็นพื้นที่ปกครอง สมัยนั้น บางขุด ดงคอน หลวงพ่อป่วนคุมจึง เป็นพระผู้เบิกเนตรเจิม พระหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อกวย ในมณฑปหลังเก่า แต่จริงก็ไม่ได้ยกไปไหน แต่ที่เห็นคือสร้างเติมขยายใหม่ ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน.. ที่ไปกราบกันทุกวันนี้.
    ..
    ข้อมูลนี้หากเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านได้รับรู้ถึงความเป็นมา หากได้บุญกุศล
    ขอบุญนี้จงเกิดแก่ นายสมพร ข้องหลิม(ลุงเกาะ) ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้ที่เล่าประวัติให้ผมฟังครับ..
    ..
    .หากสิ่งที่กล่าวที่เขียนไป ผิดพลาดประการใด ผมขอรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว....
    ..แชมป์ Chatchai Intano ...ขอบคุณครับ

    ....ข้อมูล.ประวัติพอสังเขป..

    พระครูวิชัยวรคุณ(ป่วน ฐานฺฑโต)

    นามเดิมชื่อ ป่วน นามสกุล จันทร์ฉาย
    เป็นบุตรของ นายปั้น นางสุ่น จันทร์ฉาย
    ท่านถือกำเนิดที่ตำบล ห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันพุธ ขึ้น9 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย

    อุปสมบท วันที่15 เมษายน พ.ศ. 2481 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล ณ พัทธสีมา วัดธรรมิกาวาส(คังคาว) ตำบล โพธิ์งาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท พระอุปัชฌาย์ พระอธิกาสสอน วัดธรรมิกาวาส ตำบลโพธิ์งาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

    พ.ศ.2472 สำเร็จวิชาสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประชาบาลวัดหนองสุ่ม อำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี

    พ.ศ.2481 สอบได้นักธรรมตรี จากสำนักเรียนวัดธรรมิกาวาส ตำบลโพธิ์งาม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

    พ.ศ.2497 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์งาม ตำบลดอนกำ (เดิมที่สมัยก่อนเรียกว่าตำบลบางขุดดอนกำ)เพราะเป็นพื้นที่ติดต่อกัน ภายหลังมาแยก เป็นตำบลดอนกำ ตำบลบางขุด

    พ.ศ.2497 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล บางขุดและดงคอน เขต1
    และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน

    พ.ศ.2507 ได้รับการแต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาชย์
    พ.ศ.2510 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรี

    พ.ศ.2528 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นโท

    ในสมัยหลวงพ่อป่วน ยังทรงสังขารอยู่นั้นช่วง พ.ศ.2529-2530
    ท่านได้ปฏิสังขรณ์อุโบสถ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมเกือบจะใช่การไม่ได้ ให้มีสภาพดีขึ้นสวยงาม ใช้ประกอบพิธีทางพุทธศาสนา เป็นเงินทั้งสิ้น 2,260,000บาทในสมัยนั้น และก็สร้างศาลาการเปรียญหลังไหม่ สร้างเมรุ พัฒนาวัดให้มีความเจริญรุ่งเรือง จนเป็นที่เคารพรักและศรัทธา แก่ชาวบ้านโพธิ์งามและชาวบ้านไกล้เคียงในตำบลต่างๆ ในเขตจังหวัดชัยนาท
    และจังหวัดไกล้เคียง

    ส่วนในด้าน วิทยาอาคม ไสเวทย์ ของหลวงพ่อป่วนนั้น ท่านได้เรียนวิชา มาจากพระอุปัชฌาชย์สอน วัดธรรมิกาวาส (คังคาว) โดยท่านได้รับตำราโบราณ เป็นสมุดข่อย ซึ่งตำราเล่มนี้เป็นของหลวงพ่อเฒ่า(ปั้น) อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมิกาวาส(คังคาว) องค์แรก เทพเจ้าตักศิลา ต้นกำเนิดสายวิชา อะปะจะคะ เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย ตำรสนี้ตกทอดอยู่ที่
    อุปัชฌาชย์สอน อดีตเจ้าอาวาสวัดตังคาว ในสมัยนั้นราว ปี2479 ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาชย์ของหลวงพ่อป่วนเอง ท่านจึงส่งต่อให้หลวงพ่อป่วนเรียน หลวงพ่อป่วนเรียนวิชาจนเจนจบ วิชานี้ มีหัวใจ ว่า อะ ปะ จะ คะ ใช้ได้ทุกทาง คงกระพันเป็นเลิส แคล้วคลาด เมตตา พระเครื่องและเครื่ิองรางของขลังต่างๆที่หลวงพ่อสร้างขึ้นล้วนเสกกำกับด้วย พระคาถา อะปะจะคะ ตามตำหรับหลวงพ่อเฒ่าทั้งสิ้น ตามขั้นตอนทุกอย่าง จึงทำให้วัตถุมงคล ของหลวงพ่อป่วนนั้น

    มีประสบการณ์แจ้งประจักร แก่ผู้ผ่านประสพการณ์กันทุกคน และเชื่อถือกันอย่างสนิทใจ กล่าวได้ว่าท่านเป็นศิษย์สายตรง ของหลวงพ่อเฒ่า วัดคังคาวเลยก็ว่าได้ เพราะวัตถุมงคลทุกรุ่นของท่าน ใช้แต่พระคาถาวิชาของหลวงพ่อเฒ่า ทั้งสิ้น แถบจะไม่มีสายอื่นมารวมเลยก็ว่าได้ อาจมีบ้างนำมาผสมผสานอยู่ก็อาจเล็กน้อย

    พระเครื่อง วัตถุมงคลของท่าน ช่วยในหลายคน หลายชีวิต รอดพ้นอันตราย รอดตาย มาหลายต่อหลายราย เป็นอีกหนึ่งเพชรน้ำดีแห่งเมืองสรรค์ เมืองแห่งคนจริง วัตถุมงคลของท่าน สร้างออกมาหลายรุ่น ตามวาระต่างๆ มีทั้งเนื้อ โลหะ เนื้อผง เนื้อดิน และเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นล้วนมีประสพการณ์มากมาย แก่ผู้ที่บูชา วัตถุมงคลของท่าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ค้าขายดีแล้ว ยังนำพาความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที กิจการงานต่างๆอีกด้วย จึงเป็นที่เลื่อมใส ศรัทธา แก่ผู้พบเจอประสพการณ์ ตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน

    หลวงพ่อป่วน มรณภาพ ลงด้วยอาการ สงบ วันที่26 กุมภาพันธ์ 2536
    สิริอายุรวม 74 ปี 4 เดือน 11 วัน
    54 พรรษา
    ...ศิษย์ขอเผยแพร่บารมีหลวงพ่อ หากข้อมูลเกิดประโยชน์ให้แก่คนที่นับถือศรัทธาในองค์หลวงพ่อแล้วไซร้ หากเกิดเป็นผลบุญกุศล มากน้อยแล้วแต่
    กราบน้อมจิตบุญนั้นถวายให้หลวงพ่อ ศิษย์บูชาครู.
    ......สาธุๆๆ....
    . ........แชมป์ ฉัตรชัย อินทโน....

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จปรกโพธิ์ทวีทรัพย์ปลุกเสกพิธีปี ๒๕๓๒ พิธีเดียวกับรูปเหมือน M.16 สภาพสวยกล่องเดิมครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260121_113033.jpg IMG_20260121_113051.jpg IMG_20260121_113113.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768997799393.jpg

    สายเหนียว สระบุรี

    เหรียญที่สร้างความโด่ง ดังให้หลวงพ่อมากเป็นพิเศษ คือ เหรียญรุ่นแทงคอหมู เป็นเหรียญรูปหลวงพ่อนั่งสมาธิเต็มองค์ อยู่ในซุ้มใบเสมา คล้ายๆ กับเหรียญรุ่นนั่งพานของพระเกจิอาจารย์บางท่าน เหรียญนี้ออกในโอกาสบูรณปฏิสังขรณ์วัด ปีใดไม่แน่ชัด สาเหตุที่ได้เรียกเหรียญรุ่นนี้ว่า "รุ่นแทงคอหมู" เนื่อง มาจากสมัยที่เหรียญรุ่นนี้ออกให้ทำบุญใหม่ๆ มีชาวบ้านคนหนึ่งได้รับเหรียญนี้มา แล้วเอาเหรียญใส่ไว้ในซองยาทัมใจ จากนั้นจึงเอาซองยาใส่ลงในกระเป๋าเสื้อตัวเอง ชาวบ้านคนนี้มีหน้าที่แทงคอหมู เพื่อชำแหละส่งขายตลาด วันนั้นหลังจากได้รับเหรียญหลวงพ่อผันแล้ว ก็ยังคงทำหน้าที่เพชฌฆาตตามปกติ ขณะที่เขาแบกหมูเอาไว้บนบ่า แล้วเหวี่ยงตัวหมูลงบนโต๊ะ เพื่อที่จะฆ่านั้นเอง ซองยาในกระเป๋าเสื้อของเขา ได้หลุดลอยตกลงบนโต๊ะฆ่าหมูก่อนแล้ว ทำให้ตัวหมูทับซองยานั้นพอดี จากนั้นเขาได้เอามีดปลายแหลมแทงเข้าที่คอหมู เหมือนอย่างที่เคยทำมาเป็นประจำ แต่วันนั้น...เกิด เหตุการณ์ประหลาด เพราะปลายมีดอันคมกริบ ไม่สามารถจะแทงคอหมูเข้าได้เลย จึงเปลี่ยนมุมแทงอีกด้านหนึ่ง ก็ปรากฏแทงไม่เข้าเหมือนเดิม เขาแปลกใจมาก จึงพลิกตัวหมูขึ้นมา ก็พบกับ ซองยาทัมใจที่ใส่เหรียญหลวงพ่อผัน ตกอยู่ใต้ตัวหมู จึงรู้ได้ทันทีว่า ที่แทงคอหมูไม่เข้า เพราะเหรียญหลวงพ่อผัน นี่เอง ตกลงว่า หมูตัวนั้น...รอดตายราวปาฏิหาริย์ และที่น่ายินดีอีกอย่าง คือ ชายคนนั้นเลิกอาชีพฆ่าหมูอีกต่อไป

    ปาฏิหาริย์เรื่อง "แทงคอหมู" ของ เหรียญหลวงพ่อผัน รุ่นนี้ลือกระฉ่อนไปทั่วหมู่ลูกศิษย์ และผู้เคารพศรัทธาในหลวงพ่อผัน ต่อมาได้ขยายสู่แวดวงนักสะสมพระเครื่องโดยทั่วไป จนทุกวันนี้ เหรียญรุ่นแทงคอหมู กลายเป็นเหรียญหายาก และมีราคาเช่าหาแพง อีกเหรียญหนึ่งของ...พระเกจิอาจารย์ดังแห่งเมืองสระบุรี

    หลวงพ่อผัน วัดราษฎร์เจริญ(วัดแปดอาร์) ต.หนองแขม อ.หนองแค จ.สระบุรี หลวงพ่อผัน (พระครูสรกิจพิจารณ์) ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๕๔ ปีกุน ณ บ้านหนองแขม หมู่ ๑ ต.หนองแขม อ.หนองแค จ.สระบุรี อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๗๔ ณ พัทธสีมาวัดหนองโสน ต.สนับทึบ อ.วังน้อย จ.พระ นครศรีอยุธยา โดยมี พระครูนิเทศธรรมคาถา วัดบ้านสร้าง เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการจาด วัดวงษ์สวรรค์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการหนู วัดบ้านสร้าง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "จิณฺณธมฺโม" หลังจากนั้นได้มาจำพรรษาที่วัดราษฎร์เจริญ ในช่วงที่ หลวงพ่อผัน เข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสครั้งแรก สภาพของวัดราษฎร์เจริญทรุดโทรมอย่างหนัก อาคารเสนาสนะต่างๆ ชำรุดมาก หลวงพ่อก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์จนดีขึ้นตามลำดับ และมีความเจริญรุ่งเรืองครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน หลวงพ่อผัน เป็นพระเถราจารย์ผู้มีประพฤติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมาโดยตลอด และปฏิบัติกิจการพระศาสนาอย่างถูกต้อง อีกทั้งท่านยังมีเมตตาธรรมใน การปกครองคณะสงฆ์ งานด้านต่างๆ เช่น งานสาธารณูปการณ์ การก่อสร้างศาสนวัตถุต่างๆ ภายในวัด ท่านก็ได้เป็นผู้นำดำเนินการก่อสร้างเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนาและพุทธ ศาสนิกชนมากมาย เช่น ก่อสร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ วิหารกุฏิ ฌาปนสถาน ซุ้มประตูหน้าวัด กำแพงรอบวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้สอยและความสวยงาม ร่มรื่นเป็นระเบียบเรียบร้อยในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้ ท่านยังได้สนับสนุนในการก่อสร้างอาคารเรียนของ โรงเรียนวัดราษฎร์เจริญ เพื่อประโยชน์แก่ลูกหลานชาวบ้าน ตลอดทั้งให้ความเอื้อเฟื้อแก่ชุมชนชาวบ้านทุกครัวเรือน หลวงพ่อผันเป็นพระสุปฏิปัณโณ ผู้มีเมตตาธรรมสูง มีศีลบริสุทธิ์ ปฏิบัติกิจของพระศาสนาอย่างดีเยี่ยม จนเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งใกล้และไกล และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ หลวงพ่อผัน ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากท่านหนึ่งของ จ.สระบุรี ที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือ และเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก หลวงพ่อปฏิบัติตัวเป็นพระของ ชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่ถือตัว ไม่เลือกชั้นวรรณะ เวลามีญาติโยมมานิมนต์ให้ท่านไปงานบุญกุศลต่างๆ ท่านจะสนองศรัทธาถ้วนทั่วทุกบ้านเรือน โดยไม่ถือว่าจะเป็นบ้านของคนมั่งมี หรือบ้านของคนยากจน ท่านให้ความเสมอเหมือนกันหมด ส่วนจตุปัจจัยที่ท่านได้รับ จากการที่มีผู้ศรัทธาถวาย ท่านจะนำมาก่อสร้างถาวรวัตถุ เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดราษฎร์เจริญ จนหมดสิ้น ไม่เก็บสะสมไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแต่ประการใด จึงทำให้วัดมีความมั่นคงอยู่จนทุกวันนี้ หลวงพ่อได้ละสังขารไปเมื่อ วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๘สิริรวมอายุ ๙๔ ปี และได้เกิดปาฏิหาริย์พิเศษ คือ สรีระของหลวงพ่อ ไม่ปรากฏอาการเน่าเปื่อยแต่อย่างไร กลับแข็งเหมือนหิน มีลักษณะเป็นสีขาวเหมือนแป้ง ขณะเดียวกัน ได้ปรากฏในเวลาต่อมาว่า ทั้งเส้นผม และเล็กมือเล็บเท้าของหลวงพ่อได้งอกยาวออกมาจากเดิมอีกด้วย วัดจึงเก็บรักษาสรีระของหลวงพ่อไว้ในหีบแก้ว โดยตั้งบำเพ็ญกุศลเพื่อให้ศรัทธาสาธุชนทั่วไปสักการบูชาจนถึงทุกวันนี้ ในส่วนวัตถุ มงคล หลวงพ่อผัน ท่านได้สร้างไว้หลายรุ่น ล้วนมีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ในทุกๆ ด้าน ที่นิยมกันมาก คือ เหรียญรุ่นแรก ปี ๒๕๐๕ เป็นเหรียญเสมา รูปหลวงพ่อนั่งสมาธิเต็มองค์ ออกเนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ยกชุด ๒ เหรียญเสมาหลวงพ่อผันวัดแปดอาร์ ออกวัดลำบัว รุ่นสร้างโบสถ์

    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260121_191600.jpg IMG_20260121_191311.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768999132614.jpg

    14888714-3.jpg


    หลวงปู่เลิศท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวบางปะอินอยุธยาเมืองกรุงเก่าให้ความเคารพนับถือศรัทธามากอีกองค์หนึ่ง ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์สุดยอดแห่ง "คงกระพันชาตรี"ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา วัตถุมงคลต่างๆของหลวงปู่เลิศ ต่างมีประสบการณ์จนเป็นที่เลื่องลือกล่าวขานกันว่า"ใครมีวัตถุมงคลของหลวงปู่เลิิศบูชาติดตัวไว้ไม่มีวันตายโหง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระปิดตาพระครูโลกอุดร วัดชุมพลฯ จ.อยุธยา รุ่นปลดหนี้ ปี ๒๕๔๑
    หลวงปู่เลิศ วัดชุมพลฯ และครูบาชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ร่วมอธิษฐานจิต....

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260120_172727.jpg IMG_20260120_172747.jpg
     
  9. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,443
    ค่าพลัง:
    +7,596
    ขอจองครับ
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1769005499178.jpg

    เหรียญใบโพธิ์ ภูมิพโลภิกขุ
    เข้าพิธีใหญ่ปลุกเสกอธิษฐานจิตโดย
    ๑.สมเด็จพระญาณสังวรพระสังฆราช วัดบวรนิเวศ
    ๒.หลวงปู่บุดดาถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข
    ๓.หลวงปู่ศรีมหาวีโร วัดป่ากุง
    ๔.หลวงพ่ออุตตมะอุตตมรัมโภ วัดวังวิเวการาม
    ๕.หลวงพ่อช่อวัดฤกษ์บุญมี
    ๖.หลวงปู่โง่นโสรโยวัดพระพุทธบาทเขารวก
    ๗.หลวงปู่ดีวัดพระรูป
    ๘.หลวงพ่อคงวัดเขาสมโภชน์
    ๙.หลวงปู่ชิตวัดเขาเต่า
    ๑๐.หลวงพ่อประสิทธิ์วัดไทรน้อย

    ผมถ่ายรูปจากหนังสือที่สมัยนั้นแถมเหรียญรุ่นนี้

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260121_212008.jpg IMG_20260121_212029.jpg
     
  11. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,443
    ค่าพลัง:
    +7,596
    ขอจองครับ
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1725406783494.jpg

    พระผงพุทโธ สาริกา
    หลังพญาครุฑ ปี ๒๕๓๒
    หลวงพ่อวราห์ ปุญญวโร
    วัดโพธิทอง บางมด กรุงเทพฯ

    ประวัตการสร้าง พอสังเขป
    หลังจากพระอาจารย์วราห์ ปุญญวโรบวชเรียนเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้ไม่นานท่านได้เดินธุดงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วเมืองไทยรวมถึงเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประเทศอินเดีย

    พระอาจารย์วราห์ ได้นำเศษดินสถานที่สำคัญจากประเทศอินเดียที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าซึ่งท่านได้เก็บเพียงเล็กน้อยในแต่ละแห่ง เช่น ดินสถานที่ประสูติ ดินสถานที่ตรัสรู้ ดินสถานที่ปรินิพพาน ดินบ้านกุฏิพระสีวลี ดินบ้านกุฏิพระสังกัจจายน์ ฯลฯ )นำมาผสมกับมวลสารศักดิ์สิทธิ์
    ที่ท่านได้รวบรวมไว้ สร้างเป็นพระพิมพ์สามเหลี่ยม
    รูปพระพุทธ ใต้ฐานเป็นนกสาลิกา ด้านหลังพญาครุฑ งิชาของท่าน
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 130 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ



    IMG_20260122_184421.jpg IMG_20260122_184443.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769088037495.jpg

    1769096149303.jpg

    พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือ วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

    พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ ต. เวียง เมืองเชียงราย[1] (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย) ในปีพ.ศ. 1977 (หรือ ค.ศ.1434) ฟ้าได้ผ่าลงองค์พระเจดีย์จนพังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงได้นำไปไว้ในวิหาร ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

    หลังจากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนี้ จึงเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้วมรกตกลับไม่เดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทางลำปางหากช้างนั้นมีพระแก้วมรกตอยู่บนหลังช้าง เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาจึงนำไปไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า ถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ สร้างปราสาทประดิษฐานไว้แต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนามาครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับหลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ replicas relojesทางเชียงใหม่ขอคืนก็ได้แต่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทน์ก็เชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบางได้คืนให้แก่ลาว หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

    การกราบไหว้พระแก้วมรกตเชื่อว่าช่วย "ปัดเป่าสิ่งไม่ดี" เสริม "สิริมงคล" และ "แก้เคล็ด" โดยเฉพาะการเสริมดวงชะตา การงาน การเงิน สุขภาพ และความสำเร็จ โดยเชื่อว่าองค์พระมีพลังคุ้มครองสูง การไหว้ด้วยดอกบัว 3 ดอก เทียน 1 คู่ ธูป 5 ดอก และพวงมาลัยดาวเรือง พร้อมอธิษฐานอย่างตั้งใจ จะช่วยสะเดาะเคราะห์กรรม นำพาโชคลาภ และทำให้ชีวิตรุ่งเรืองขึ้น.

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระแก้วมรกตวัดเลาใครช่วยไทย ปี ๒๕๑๙ พิธีใหญ่หลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลีร่วมปลุกเสก

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาท



    IMG_20260122_201711.jpg IMG_20260122_201729.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1769090588579.jpg

    พระสมเด็จจอมอำนาจ รุ่น๑ หลวงปู่จอม นาคเสโนวัดบ้านดอนดู่ จ.อำนาจเจริญ.."เเนื้อมหาว่าน ๑๐๘ ท่านได้จัดสร้างขึ้น ปี๒๕๕๔ ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก พุทธคุณประกาศิตครอบจักรวาล..หายาก...ล้ำค่าเป็นที่สุด..!!...!!
    _______

    สำหรับหลายคนที่เป็นนักสะสมพระเครื่องย่อมทราบกันดีว่าเหรียญของหลวงปู่จอมนาค นาคเสโน นั้น เลื่องลือทางด้านพุทธคุณว่ากันว่าหากใครที่มีไว้ในครอบครองบูชาก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมด้านต่างๆให้กับผู้ที่พกติดตัว ในวันนี้จะมาบอกเล่าถึงเรื่องราว ประวัติพระเกจิอาจารย์ที่ชาวอำนาจเจริญ เคารพเลื่อมใส “หลวงปู่จอม นาคเสโน” พร้อมวัตถุยอดนิยม ที่ใครๆก็ถามถึง ! ที่จะมาบอกเล่าถึงประวัติอันน่าสนใจของท่าน พร้อมกับเหรียญยอดนิยมที่ในขณะนี้กำลังเป็นวัตถุมงคลหายากกันพอสมควร ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับรายละเอียดที่น่าสนใจในเรื่องนี้กันเลยดีกว่า

    ประวัติพระครูอาทรธรรทวินัย “หลวงปู่จอม นาคเสโน”
    ประวัติพระครูอาทรธรรทวินัย “หลวงปู่จอม นาคเสโน”
    หลวงปู่จอม นาคเสโน

    สำหรับ พระครูอาทรธรรทวินัย หรือที่ใครหลายคนมักเรียกท่านว่า หลวงปู่จอม นาคเสโน นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเข้มขลัง และปลุกเสกเหรียญได้อย่างศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ชาวจังหวัดอำนาจเจริญเคารพนับถือและศรัทธาอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้เป็นเจ้าของพระคาถา อายุวัฒนะศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

    หลวงปู่จอมนั้นท่านเกิดในช่วงปีพ.ศ 2462 เกิดในวันที่ 7 เดือนตุลาคมครอบครัวของท่านมีอาชีพเป็นชาวนา บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญตำบลน้ำปลีกอำเภอเมือง หลวงปู่จอมนั้นท่านมีความเลื่อมใสการปฏิบัติธรรมสายพระธรรมยุติหรือที่เราเข้าใจกันดีว่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตนั่นเอง เนื่องด้วยหลวงปู่จอมท่านมีความเลื่อมใสในสายนี้อย่างมากท่านจึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในสายพระธรรมยุติตั้งแต่อายุได้ 37 ปี

    จากที่ท่านได้สำเร็จนักธรรมเอกแล้วท่านก็ได้พิจารณาถึงการนั่งสมาธิการปฏิบัติธรรมรวมไปถึงการธุดงควัตร เนื่องจากท่านต้องการหนทางแห่งความสงบเพื่อแสวงหาการหลุดพ้น จึงได้เดินทางไปกราบนมัสการพระครูบาอาจารย์ซึ่งก็คือหลวงปู่มั่น จากนั้นท่านก็ออกเดินธุดงค์และไปกราบ หลวงปู่แหวน สุจิณโน, หลวงปู่ขาว อนาลโย และไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านเวชวิทยา เพื่อศึกษาเล่าเรียนทางด้านต่อ

    อีกทั้งยังได้รับพระคาถาอายุยืน (อายุวัฒนะ ) มาจากหลวงปู่พลเอกหลวงศรี จังหวัดสกลนคร พร้อมกับปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของพระอาจารย์ของท่านอย่างเคร่งครัด หลวงปู่นาคท่านมักออกเดินธุดงค์เพื่อหาสถานที่ที่มีความวิเวกมาโดยตลอดอีกทั้งยังเน้นปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆท่านได้ไปมาตลอดชีวิต

    หลวงปู่จอม นาคเสโน
    หลวงปู่จอม นาคเสโน
    ถัดมาจนกระทั่งปีพ.ศ 2533 เมื่อท่านเดินทางมายังจังหวัดอำนาจเจริญและได้ไปปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่ที่วัดภูจำปาซึ่งตั้งอยู่ในตำบลนายมของอำเภอเมืองนั้น ทางเจ้าคณะจังหวัด ได้นิมนต์ให้ท่านกลับมาจำวัดบ้านเกิดซึ่งก็คือ วัดป่าโพธิสมพร ช่วงเวลาถัดมาวัดป่าแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อให้เป็น วัดป่าบ้านดอนดู่ เนื่องจากที่ตั้งนั้นได้อยู่แถบบริเวณบ้านดอนดู่ เมื่อเปลี่ยนเป็นวัดป่าบ้านดอนดู่ก็ง่ายต่อการที่ผู้คนจะจดจำ หลวงปู่จอมในขณะนั้นท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดป่าบ้านดอนดู่ จังหวัดอำนาจเจริญ และยังคงดูแลปกครองวัดแห่งนี้มาโดยตลอดจบจนปัจจุบัน

    จากที่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงปู่จอมท่านก็รับผิดชอบต่อหน้าที่ของท่านอย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีกทั้งยังได้บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุเก่าๆให้กลับมาใหม่ใช้งานได้ นอกจากนี้ยังมีการสร้างศาลาการเปรียญ พร้อมกับได้มีการเลือกตั้งวัตถุมงคลรุ่นที่ 1 จอมกตัญญูขึ้น ซึ่งได้สร้างเมื่อปีพ.ศ 2547 และได้นำวัตถุมงคลต่างๆที่สร้างขึ้นนั้นเก็บเอาไว้ไม่ได้นำออกมาให้พุทธศาสนิกชนบูชาซึ่งวัตถุมงคลที่ท่านสร้างเอาไว้มีหลายชนิดด้วยกันอันได้แก่ พระพุทธชินราชเก่า, พระขุนแผนเก่ามุจลินทร์, พระสมเด็จเก่า และพญาเต่าเลือน การสร้างนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการมอบให้เป็นของที่ระลึกแก่พุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาในการร่วมสมทบทุนในการสร้างศาลาการเปรียญขึ้น เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องรื้อหลังคาใหม่และปรับแต่งทาสีใหม่

    สำหรับวัตถุมงคลที่ใครๆก็ถามถึงของหลวงปู่จอมนั้น ก็คือ “ตะกรุดพญาไม้ทะลุโพรง” ว่ากันว่ามีพุทธคุณที่สูง มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งเมื่อใครมีติดตัวพกเอาไว้ก็มักจะนำโชคลาภมาให้อย่างคาดไม่ถึง นอกจากนี้สำหรับตะกรุดชุดสุดท้ายที่ไม่มีการสร้างของหลวงปู่จอมก็คือ “ตะกรุดนเรศวรชนะศึก เสริมทรัพย์ เสริมบารมี” ซึ่งว่ากันว่ามีพุทธคุณที่สูงช่วยส่งเสริมทางด้านทรัพย์และบารมีได้ดี สำหรับวัตถุมงคลชิ้นนี้ได้มีการอธิษฐานจิตแบบปลุกเสกเดี่ยวอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีณศาลอนุสาวรีย์พระนเรศวรในปีพ.ศ 2552 ในวันที่ 27 มีนาคมอีกด้วย มันว่ามีความเข้มแข็งและผู้คนที่มีได้พบกับประสบการณ์อันมากมาย

    เหรียญหลวงปู่จอม
    เหรียญหลวงปู่จอม
    สำหรับเหรียญรุ่นนี้มีลักษณะเป็นเหรียญทรงกลมรูปไข่จะสังเกตเห็นได้ว่ามีหูห่วงที่ถูกเจาะมาเป็นอย่างดี การจัดสร้างนั้นมีด้วยกันหลายเนื้อ พุทธลักษณะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจะมีรูปเหมือนของหลวงปู่จอมที่อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิแบบเต็มองค์ปรากฏอยู่บริเวณกลางเหรียญ จากนั้นบริเวณขอบโค้งได้มีการระบุด้วยอักษรภาษาไทยในคำว่า “วัดบ้านดอนดู่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ” สำหรับบริเวณป้ายรูปเหมือนของหลวงปู่จะมีการระบุด้วยอักษรภาษาไทยคำว่า “หลวงปู่จอม นาคเสโน” เอาไว้ ตามด้วยวิธีการตอกโค๊ตเป็นรูปตัวอักษร จ ที่บริเวณรายชื่อ

    ซึ่งเหรียญรุ่นนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ 2552 ถูกจัดสร้างโดยคณะศิษย์วัดป่าบ้านดอนดู่ ที่ได้จัดสร้างเพื่อหารายได้สมทบทุนในการนำมาปรับปรุงกุฏิของวัด และได้ใช้ชื่อของเหรียญรุ่นนี้ว่า “เหรียญไตรมาส 52” ซึ่งมีราคาให้บูชาเช่าอยู่ที่ 199 บาท ในขณะนั้น ในปัจจุบันนี้ต้องขออภัยที่ไม่ทราบจริงๆว่าเสนอราคาในการเล่นหาอยู่ที่เท่าไหร่แต่ที่รู้ๆคือกลายเป็นเหรียญหายากไปแล้วอีก 1 เหรียญของหลวงปู่จอม อย่างไรก็ตามผู้เขียนจะไปหาข้อมูลและนำมาฝากกันในครั้งต่อไปก่อน

    หลวงปู่จอม นาคเสโน
    หลวงปู่จอม นาคเสโน
    ความเป็นจริงเกี่ยวกับ หลวงปู่จอม นาคเสโน วัดบ้านดอนดู่ ที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่าท่านไม่ได้ดังเพราะโฆษณาและท่านก็ไม่ได้ดังเพราะแรงเชียร์ เห็นทีน่าจะเป็นเรื่องจริงเนื่องด้วยหลวงปู่จอมนั้นท่านเป็นพระผู้เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยอย่างมากอีกทั้งท่านยังมีศิลาจริยวัตรอันงดงามที่น่ายกย่องถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ แต่หลวงปู่จอมนั้นท่านได้ร่วมพ้นฐานะ 9 ประการแล้วซึ่งฐานะ 9 ประการนั้นก็คือ

    1.การไม่ฆ่าสัตว์แม้กระทั่งชีวิตของมดปลวกยุงริ้วไรต่างๆ 2. ไม่นำสิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตนหรือนำสิ่งของของผู้อื่นที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือที่เรียกว่าขโมย 3. ไม่เสพเมถุนธรรม 4.ไม่พูดความเท็จไม่กล่าวส่อเสียดไม่พูดเรื่องโกหก 5. ไม่สะสมบริโภคเหมือนฆราวาส 6.ไม่ลำเอียงในการชัง 7.ไม่ลำเอียงในการรัก 8.ไม่ลำเอียงเพราะความกลัว 9.ไม่ลำเอียงในความหลง

    นอกจากนี้หลวงปู่ท่านมักจะอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยมอยู่เสมอว่า ให้ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมให้อยู่ในความเมตตากรุณาจงสร้างกรรมดี มีวาจาที่ดี และอย่าลืมเอื้ออารีต่อผู้อื่น ให้หมั่นตักบาตรทำบุญเพื่อจะมีความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองและครอบครัว ดำรงตนให้อยู่ในความดี คิดดีทำดี

    หลวงปู่จอม นาคเสโน
    ขอฝากเรื่องราว ประวัติพระเกจิอาจารย์ที่ชาวอำนาจเจริญ เคารพเลื่อมใส “หลวงปู่จอม นาคเสโน” พร้อมวัตถุยอดนิยม ที่ใครๆก็ถามถึง ! กันไว้แต่เพียงเท่านี้ อย่างไรก็ตามหาเรื่องราวนี้มีประโยชน์ต้องอย่าลืมแชร์ต่อให้กับเพื่อนๆของคุณกันนะคะสำหรับวันนี้ต้องขออนุญาตลากันไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในครั้งต่อไป คุณโชคดีและมีความสุขร่ำรวยเงินทองเฮงๆๆตลอดปีตลอดไปสวัสดีค่ะ

    ที่มาส่องพระดอทคอม
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จ รุ่นจอมอำนาจหลวงปู่จอม นาคเสโนรฝวัดดอนดู่แจกทานรุ่น ๑

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260122_211139.jpg IMG_20260122_211208.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769093585279.jpg FB_IMG_1769093464426.jpg

    สมเด็จพระพุทธบาทสี่รอยรุ่นแรกพิมพ์ปกโพธิ์หลังพระพุทธบาทสี่รอย

    พระเดชพระคุณหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระอริยเจ้าผู้ทุ่มเทชีวิตจิตใจในเพศพรหมจรรย์ บากบั่นดำเนินตามรอยพระบูรพาจารย์ อุปนิสัยละมุนละไม มีเมตตาเป็นสาธารณะ ใจเด็ด มุ่งหวังเพียงความพ้นทุกข์ ได้รับคำชมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ว่า "เป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกวาหมู่

    พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อธิฐานจิตปลุกเสก

    พระสมเด็จปรกโพธิ์หลังพระพุทธบาทสี่รอย วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ปีพ.ศ. ๒๕๓๔ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ปลุกเสก เนื้อสีน้ำอ้อย
    เรื่องเล่าตำนานพระพุทธบาท 4 รอย
    เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ได้เสด็จจารึกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจัยตะประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน)จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศ ชื่อเขา เวภารบรรพต
    ซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์ และได้แวะฉันจังหันอยู่บนเขา เวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั้น ก็ได้ทราบด้วยญาณสมาบัติว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้ แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ , พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ , พระพุทธเจ้ากัสสปะ
    อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นประธานเมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่า พระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด
    พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า ดู ก่อนท่านทั้งหลายสถานที่แห่งนี้แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ทุกๆ พระองค์ และ แม้นว่าพระศรีอริยเมตไตร ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ และจักประทับรอยพระบาท 4 รอยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือประทับลบรอยทั้ง 4 ให้เหลือรอยเดียว )
    เมื่อพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลาย เสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ จึงเกิดเป็นพระพุทธบาท 4 รอย
    เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิษฐานว่า
    ในเมื่อ (เรา) ตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของตถาคต มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทที่นี่ ในเมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว 2000 ปี พระพุทธบาท 4 รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงชนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา
    เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปเชตุวันอารามอัน มีในเมืองสาวัตถีนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระธาตุของพระพุทธองค์มา บรรจุไว้ที่พระพุทธบาท 4 รอยเมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงมาแล้วประมาณ 2000 วัสสา
    เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้พระพุทธบาท 4 รอย ปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานไว้ ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่ (เหยี่ยว) ก็บินลงจากภูเขาเวภารบรรพต อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้เพื่อบินลงไปเอาลูกไก่ของ ชาวบ้าน ( คนป่า ) ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา มันก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็คิดตามไปค้นหาดู แต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้น แต่เห็นรอยพระพุทธบาท 4 รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์
    พรานป่าผู้นั้นก็ทำการสักการะบูชาเสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่บ้านก้เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟัง ข้อความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆ กันไปแรกแต่นั้น คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมาจึงได้ชื่อว่าพระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)
    ในสมัยนั้นมีพระยาคนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราชศรัทธาอยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาท 4 รอย ก็นำเอาราชเทวีและเสนาพร้อมกับบริวารทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นำเอาบริวารของตนกลับสู่งเมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยนอายุขัย แล้วลูกหลายที่สืบราชสมบัติก็เจริญรอยตามและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาท 4 รอย ทุกๆ พระองค์
    หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น พระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึง4 รอย มาในสมัยยุคหลังคนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่าพระพุทธบาทสี่รอย คือมี
    รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัลป์นี้ คือ
    1 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรก เป็นรอยใหญ่สุดยาว 12 ศอก
    2 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก
    3 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะ เป็นรอยที่ 3 ยาว 9 ศอก
    4 รอยพระบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ (ศาสนาปัจจุบันนี้) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กสุดยาว 4 ศอก
    ........

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260122_214605.jpg IMG_20260122_214646.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    tPVnW2.jpg

    ประวัติหลวงพ่อกัณหา สุขกาโม โดยสังเขป

    องค์หลวงพ่อใหญ่ : หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม ถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๕ เดือนมีนาคม ปี พ.ศ.๒๔๙๓ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาล ณ บ้านคำตาปู่ ตำบลโคกก่อง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จากเชื้อสายโลหิตและหน่อเนื้อแห่งธรรม หลวงปู่ชามีศักดิ์เป็นลุง หลวงพ่อกัณหามีศักดิ์เป็นหลาน ซึ่งทั้ง ๒ ต่างมีบารมีธรรม ที่ค้ำจุนโลก และเป็นกำลังหลักในพระศาสนา เมตตาเกื้อกูลแก่เวไนย์ทุกหมู่เหล่า น้อมนำเอาหลักธรรมคำสั่งสอนมาประพฤติปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง ถ่ายทอดพระธรรมและพระวินัยให้แก่กุลบุตรรุ่นหลัง จนเป็นที่ประจักษ์ในวัตรปฏิบัติที่งดงามขจรขจายไปทั่ว

    หลวงพ่อกัณหา บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราช จังหวัดอุบลราชธานี สมัยก่อนวัดหนองป่าพง กันดารมาก ยังไม่เจริญเหมือนสมัยนี้ พออายุครบบวช ท่านเข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดสุปัฏนารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ ซึ่งเป็นสังกัดธรรมยุติกนิกาย หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อกัณหาได้อยู่ประพฤติปฏิบัติศึกษาพระธรรมวินัย กับหลวงพ่อชา สุภัทโท เป็นเวลา ๓ ปี

    จากนั้นท่านได้ออกธุดงค์กรรมฐานในทุกภาคของประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ใกล้เคียง ได้แก่ พม่า มาเลเชีย เขมร ลาว รวมระยะทางที่เดินธุดงค์ ร่วม ๖๐,๐๐๐ กิโลเมตร

    หลวงพ่อเป็นพระสุปฏิปันโน ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มุ่งมรรคผลพระนิพพาน ปฏิปทาที่ยึดเป็นหลัก ในการปฏิบัติประจำวันได้แก่ ฉันอาหารมังสวิรัติ ฉันมื้อเดียว ไม่รับเงินรับทองไว้เป็นของส่วนตัว ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูโทรทัศน์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่เล่นไลน์ ไม่เล่นอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก

    เมื่อปี ๒๕๓๔-๓๕ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระราชาคณะ คือเป็นเจ้าคุณ แต่ท่านเซ็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ขอรับสมณศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น หลวงพ่อกัณหา จึงได้ชื่อว่าเป็น พระผู้ที่ไม่รับสมณศักดิ์ใดๆ

    หลวงพ่อท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแพร่ธรรมมาราม อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นวัดป่าสายปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มีวัดสาขาที่อยู่ในความเมตตา ดูแลทั้งในและต่างประเทศ รวมจำนวนมากกว่า ๓๓ วัด ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดสาขาของหลวงพ่อ และยังเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในการฝึกอบรมปฏิบัติธรรมแก่พุทธศาสนิกชนและผู้สนใจ

    ปัจจุบันหลวงพ่ออายุ ๗๕ ปี พรรษา ๕๕ เป็นพระนักปฏิบัติและพระนักพัฒนา เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศมากมาย ซึ่งได้บริจาคที่ดินและปัจจัยต่างๆเพื่อทำนุบำรุพระพุทธศาสนามากกว่าพันล้านบาท แต่ท่านก็ไม่ได้เอาปัจจัยนั้นไปให้พ่อแม่ญาติพี่น้อง เอาไปให้พรรคพวก มีแต่การเสียสละ ท่านได้คืนให้แก่ประชาชนด้วยการทำสาธารณประโยชน์ ในการช่วยการศึกษาสร้างโรงเรียน สร้างตึกโรงพยาบาลมากมาย อาทิเช่น เป็นประธานจัดหาทุนทรัพย์ในการจัดสร้าง "อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และ "อาคารหลวงพ่อกัณหา สุขกาโม" โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อรองรับปริมาณผู้ป่วยที่เข้ารับบริการรักษาพยาบาลจำนวนมาก เพื่อเป็นประโยชน์แก่มหาชน ทั้งชีวิตหลวงพ่อ มีแต่การให้ มีแต่การเสียสละ ท่านได้ประพฤติปฏิบัติตามรอยของพระพุทธเจ้า ตามรอยของหลวงปู่มั่น ตามรอยของหลวงพ่อชา ตามรอยของหลวงตามหาบัว ตามรอยของหลวงพ่อพุทธทาส
    ในวันนี้ นับเป็นบุญอันใหญ่หลวงแก่ทุกท่านในทีนี้ ที่จะได้กราบอริยสงฆ์ที่หายากยิ่งในปัจจุบัน หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม โดยหลวงพ่อท่านได้ให้คำเทศน์และมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์มหาอนุชนศาสนกิจ เปรียญธรรม ๙ ประโยค นาคหลวงในรัชกาลที่ ๙ ปริญญาโทวิปัสสนาภาวนา ปริญญาเอกบาลีสันสกฤต เมตตาเรียบเรียง และเป็นองค์แสดงธรรม แทนพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านมาในที่นี้ด้วยครับ

    =====================
    ตัวอย่างโอวาทธรรมคำสอนของ หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

    "“จงทำใจให้ดีให้สบาย อะไรดีก็ไม่เหมือนใจดี อะไรสบาย ก็ไม่เหมือนใจสบาย พยายามทำความสุขให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน หายใจให้อิ่มให้พอ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย กระพริบตาก็ให้สบาย มองทุกสิ่งทุกอย่างให้เห็นเป็นธรรมดา เมื่อเราเกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ และ ต้องตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อสุขเกิดขึ้นให้เรารู้ เมื่อทุกข์เกิดขึ้นให้เรารู้ ไม่สุขไม่ทุกข์เกิดขึ้นให้เรารู้ เมื่อรู้แล้วให้ปล่อยวาง..ว่าอันนี้มันไม่แน่ สุขเกิดขึ้นให้รู้ว่า... “อันนี้มันก็ไม่แน่” ทุกข์เกิดขึ้นให้รู้ว่า...“อันนี้มันก็ไม่แน่” ไม่สุขไม่ทุกข์เกิดขึ้นให้รู้ก็ว่า... “อันนี้มันก็ไม่แน่” ให้เอาความไม่แน่มาใส่ไว้ในใจของเราให้มากๆ และระลึกอยู่ตลอดเวลาจนขึ้นใจ ครั้นเรามีความไม่แน่อยู่ที่จิตใจแล้ว จะทำให้เรารู้เท่าทัน และไม่หลงใหลในผัสสะต่างๆ ตาเห็นรูปให้มองเป็นคนละเรื่อง หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัสหนาวร้อน อ่อนนุ่ม ธรรมารมณ์เกิดขึ้นที่ใจ ให้มองเห็นเป็นคนละเรื่องอย่าเข้าไปสำคัญมั่นหมาย เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงภาพมายา ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

    “อย่าเป็นคนอยู่เหมือนกับคนไม่มีเจ้าของ มีจิตใจล่องลอยเหมือนคนนอนหลับแล้วก็ฝันไป วันหนึ่ง ๆ ก็ลอยไปลอยมา ไม่มี 'พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน' คนเราถ้าทำดีไม่หยุดมันต้องได้ดี ทำดีทั้งทางจิตใจ ทั้งคำพูด ทำดีในการกระทำให้ทำไปเรื่อย ๆ ..."

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ล็อกเก็ตหลวงปู่กัณหา

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ....


    IMG_20260122_220929.jpg IMG_20260122_221003.jpg
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,009
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769097632715.jpg

    พระสังกัจจายน์ ผงน้ำมัน วัดพระพุทธบาท สระบุรี ปี ๒๕๒๐ หลวงพ่อกวย, หลวงปู่โต๊ะรวมปลุกเสก

    พระธรรมรัตนากร (หลวงพ่อใหญ่) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ในขณะนั้น ได้เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการจัดสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อแจกแก่ผู้ที่เข้ามาแสดงมุทิตาจิตและประชาชนที่มานมัสการรอยพระพุทธบาท ในราคาองค์ละสิบบาท(ยุคนั้น) .. พระรุ่นนี้มีอยู่หลายพิมพ์ด้วยกัน เมื่อทำการกดพิมพ์พระเป็นจำนวนพอแก่ความต้องการแล้วได้จัดพิธีพุทธาภิเศกที่ศาลาหอเย็นใกล้รอยพระพุทธบาท ในปีพ.ศ.๒๕๒๐ .. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสนมหาเถร) พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กทม. ทรงเป็นองค์ประธาน .. พิธีใหญ่มาก พระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมในพิธีเท่าที่ทราบ อาทิ .. หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี .. หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม .. หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู .. หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง .. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง .. หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ .. พระราชอุทัยกวี (หลวงพ่อพุธ) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี .. หลวงปู่นาค วัดหนองโปร่ง .. หลวงพ่อสุวรรณ วัดเขาบ่มกล้วย และคณาจารย์ดังๆในยุคสมัยนั้นอีกหลายท่านร่วมปลุกเสก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของ
    พระสังกัจจายน์ ผงน้ำมัน วัดพระพุทธบาท สระบุรี ปี ๒๕๒๐ หลวงพ่อกวย, หลวงปู่โต๊ะรวมปลุกเสก

    พระธรรมรัตนากร (หลวงพ่อใหญ่) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ในขณะนั้น ได้เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการจัดสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อแจกแก่ผู้ที่เข้ามาแสดงมุทิตาจิตและประชาชนที่มานมัสการรอยพระพุทธบาท ในราคาองค์ละสิบบาท(ยุคนั้น) .. พระรุ่นนี้มีอยู่หลายพิมพ์ด้วยกัน เมื่อทำการกดพิมพ์พระเป็นจำนวนพอแก่ความต้องการแล้วได้จัดพิธีพุทธาภิเศกที่ศาลาหอเย็นใกล้รอยพระพุทธบาท ในปีพ.ศ.๒๕๒๐ .. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสนมหาเถร) พระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ.วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กทม. ทรงเป็นองค์ประธาน .. พิธีใหญ่มาก พระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมในพิธีเท่าที่ทราบ อาทิ .. หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี .. หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม .. หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู .. หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง .. หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง .. หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ .. พระราชอุทัยกวี (หลวงพ่อพุธ) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี .. หลวงปู่นาค วัดหนองโปร่ง .. หลวงพ่อสุวรรณ วัดเขาบ่มกล้วย และคณาจารย์ดังๆในยุคสมัยนั้นอีกหลายท่านร่วมปลุกเสก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    มาพร้อมกล่องเดิมจากวัดสวยๆครับ

    พระบูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260122_225748.jpg IMG_20260122_225813.jpg IMG_20260122_225831.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...